วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สรุปเนื้อหา วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มสธ. หน่วยที่ 1


วัตถุประสงค์ของวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
1. เพื่อให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
2. เพื่อศึกษาโครงสร้าง ศัพท์ และสำนวนภาษาอังกฤษที่สำคัญ
หน่วยที่ 1 My Life
1. การกล่าวทักทายกันมีสำนวนให้เลือกใช้หลายสำนวน ตลอดจนการแนะนำตนเองก่อนที่จะสนทนากันต่อไปเป็นสิ่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวตะวันตกเมื่อพบกันครั้งแรก  โดยอาจให้ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม
2. การสนทนาเกี่ยวกับชีวิตของตนเองและครอบครัวต้องอาศัยการถามและตอบคำถาม ตลอดจนศัพท์และสำนวนที่เกี่ยวข้อง
3. การเล่าเรื่องกิจวัตรประจำวันมักต้องใช้ศัพท์สำนวนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน รวมทั้งงานบ้านต่างๆ โดยรูปของคำกริยาจะแสดงถึงสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำหรือสม่ำเสมอ
ตอนที่ 1.1 Nice to meet you
1. เมื่อทักทายกัน ควรเลือกใช้สำนวนท่เหมาะสมแก่เวลาและโอกาส
2. การแนะนำตนเองอาจเริ่มด้วยการทักทายก่อน แล้วจึงบอกเชื่อเสียงเรียงนาม โดยอาจใช้สำนวนเกริ่นนำก่อนก็ได้
3. การถามและให้ข้อมูลส่วนตัวมักเกี่ยวกับชื่อ อายุ ที่อยู่อาศัย ภูมิลำเนา การงานอาชีพ และความสนใจหรืองานอดิเรก
4. การฝึกสังเกตสำเนียงที่แตกต่างกันของคนชาติต่างๆ มีส่วนช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ
Greetings
               การทักทายโดยทั่วไปมักใช้สำนวนต่อไปนี้
                              Good morning. (เช้าถึง 12.00 น.)
                              Good afternoon. (บ่ายถึง 18.00 น.)
                              Good evening. (ประมาณ 18.00 น. เป็นต้นไป)
               การทักทายตอนกลางคืนยังคงใช้ Good evening. ไม่ใช่ Good night. ซึ่งใช้กล่าวลากันยามดึกหรือลาก่อนไปนอน
               ส่วนการทักทายแบบกันเองมักใช้ว่า Hello. หรือ Hi. เมื่อกล่าวคำทักทายใคร นิยมเรียกชื่อผู้นั้นด้วย เช่น Hi, Arin. แล้วถามทุกข์สุขโดยใช้คำถาม เช่น
How are you?                      How are you doing?                          How is it going?
การตอบคำทักทายดังกล่าวอาจใช้สำนวนต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น
Fine/Good, thanks.             Not too bad, thanks                           Pretty good.
หลังจากกล่าวตอบแล้ว ตามธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามควรถามกลับโดยอาจใช้คำถามว่า
And how are you?               What/How about you?        How about yourself?
บางครั้งอาจแสดงความดีใจที่ได้พบกันอีกโดยพูดว่า
(It’s) good/nice to see you again.
               สำนวนข้างต้นคล้ายคลึงกับสำนวนที่มักใช้ทักทายผู้ที่เพิ่งพบกันครั้งแรก แตกต่างกันเฉพาะคำกริยาที่ใช้และไม่มีคำว่า again ดังนี้
               (It’s) good/nice to meet you.
               ในปัจจุบัน อาจได้ยินผู้ที่เพิ่งรู้จักกันทักทายด้วยสำนวน How are you? ซึ่งโดยปกติมักใช้กับผู้ที่เคยพบกันมาก่อนแล้ว ทั้งนี้ เป็นไปตามวิวัฒนาการของภาษาที่มักเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  และ การใช้ภาษาของแต่ละบุคคล
Introductions
               สำนวนที่ใช้ในการแนะนำตนเองมีหลายสำนวน โดยอาจเริ่มด้วยการทักทาย แล้วจึงบอกชื่อเสียงเรียงนาม เช่น                        Good morning. May name is …(name).
                              Hello. I’m …(name).
               ในกรณีที่ต้องการเกริ่นนำก่อนบอกชื่อ อาจใช้สำนวนว่า
                              Hi! I don’t think we’ve met. I’m…(name).
               การแนะนำชื่อของตนจะไม่มีคำนำหน้าชื่อว่า Mr., Miss, Mrs., หรือ Ms. ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อื่นใช้เรียกเรา แต่จะระบุชื่อและนามสกุลเท่านั้น เช่น I’m Ananya Sithi-amnuai.
Asking for and giving personal information
            การสอบถามและให้ข้อมูลส่วนตัวอาจใช้คำถามและคำตอบหลากหลาย เช่น
Question
Answer
What’s your name?*
My name’s …………………………….
How old are you?**
I’m …………….. years old.
Where do you live?
I live in Nonthaburi.
I live on Chaeng Watthana Road.
Where are you from?
I come from Thailand.
I was born in Malaysia.
What do you do?
I’m a teacher.
I work for an accounting company.
What are your interests?
What are your hobbies?
Football and basketball.
What do you like to do in your free time?
I like shopping and watching TV.
What is your favorite food?
Spaghetti.
               *นักศึกษาพึงระวังเมื่อคำถามบางคำถามซึ่งอาจฟังดูไม่สุภาพได้ เช่น ในกรณีต้องการทราบชื่อคู่สนทนาหลังจากแนะนำตัวแล้วควรใช้น้ำเสียงที่สุภาพในการถามคำถามนี้ หรืออาจไม่จำเป็นต้องถามโดยตรง เนื่องจากคู่สนทนามักทักทายกลับ พร้อมบอกชื่อตนเองเช่นกันในบางสถานการณ์ เช่น ให้ผู้บริการพูดกับลูกค้า ควรต้องใช้คำถามที่สุภาพมากขึ้น เช่น May I have your name, please? แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ที่เป็นกันเองหรือเป็นการพูดคุยกับเด็ก อาจใช้คำถามดังกล่าวได้
               **คำถามนี้เป็นคำถามที่ถือว่าไม่สุภาพ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับผู้ที่เพิ่งรู้จักกัน นอกจากนี้ ยังมีคำถามอื่นๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจัดว่าไม่สุภาพในทัศนะของชาวตะวันตกซึ่งไม่นิยมสอบถามเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นที่มีความสนิทสนนมกัน อาทิ อายุ สถานภาพสมรส เงินเดือนหรือเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ตัวอย่างเช่น Are you married/single?, How much do you earn?
ตอนที่ 1.2 My Family
1. บทสนทนาเกี่ยวกับชีวิตของตนเองและครอบครัวมักต้องอาศัยการถามและตอบคำถามแบบ yes-no questions
2. การย่อคำกริยา BE และกริยาช่วยบางคำมักใช้ในภาษาพูด
3. คำศัพท์ที่หมายถึงสมาชิกในครอบครัวหรือบรรดาวงศาคณาญาติมีหลายคำที่ควรรู้
4. การนำคำศัพท์ทั้งหลายที่เคยเรียน ตลอดจนกฎไวยากรร์และการใช้สำนวนภาษาต่างๆ มาใช้ประโยชน์อีก นับเป็นกลวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญประการหนึ่ง
Explanation
1. it’s me ในตอนนี้ อรินกล่าวทักทายเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ฟังเธอแนะนำตัวในตอนที่ 1.1 ถือว่ารู้จักคุ้นเคยกันแล้ว จึงบอกว่า “นี่ฉันเอง”
               2. older brother and sister หมายถึง พี่ชายและพี่สาว คำตรงข้ามคือ younger ในที่นี้สามารถใช้ elder แทนได้ แต่ elder จะใช้ขยายคำนามที่เป็นคนและมักใช้กับคนในครอบครัว ในขณะที่ older สามารถใช้ได้กับคนและสิ่งของ อีกทั้งใช้เปรียบเทียบขั้นกว่าได้ด้วย
               3. get together หมายถึง (พบปะ) ชุมนุมกัน ถ้าต้องการระบุว่าโอกาสใด จะใช้คำตามหลังคำบุพบท for เช่น get together for birthdays หรืออาจใช้เป็นส่วนขยายคำนามได้ด้วย เช่น a get-together party (งานเลี้ยงสังสรรค์)
               4. take turns doing the dishes หมายถึง ผลัดเวรกันล้างจาน take turns doing something หมายถึง ผลัดกันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ขอให้สังเกตว่าคามด้วยกริยาที่เติม -ing
Recycling Words and Grammar Rules/ Language Functions Previously Learned
               กลวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับนักศึกษาคือ การนำคำศัพท์ทั้งหลายที่เคยเรียนตลอดจนกฎไวยากรณ์และการใช้สำนวนภาษาต่างๆ มาใช้ประโยชน์อีก คำหรือสำนวนเหล่านั้นอาจปรากฏในสถานการณ์ที่แตกต่างจากที่เคยประสบ โดยคงความหมายเดิมหรือมีความหมายใหม่ แต่นักศึกษาสามารถใช้ความรู้เดิมมาช่วยมาช่วยในการทำความเข้าใจได้ กล่าวคือ ต้องสามาถโยงความรู้เดิมและสถานการณ์ใหม่เข้าด้วยกัน จึงจะบังเกิดผลสำเร็จในการเรียนรู้ ดังเช่น การที่นักศึกษาฟังหรืออ่านเรื่องครอบครัวของอรินใน Presentation ซึ่งเป็นทำนองเดียวกับสิ่งที่นักศึกษาต้องตอบคำถามใน Warm up ทำให้สามารถทำความเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้นโดยอาศัยศัพท์สำนวนที่ใกล้เคียงกันซึ่งได้เรียนรู้มาก่อนแล้วหรือการโยงคำว่า turns (ดู Explanation ข้อ 4) เข้ากับความรู้เดิมว่า อาจใช้เป็นคำกริยาหรือคำนามก็ได้และมีหลายความหมาย ในกรณีที่เป็นคำนามอาจหมายถึง รอบ การเลี้ยว การหมุน ฯลฯ ในที่นี้ใช้เป็นคำนามร่วมกับคำกริยา take หมายถึง ผลัดกันทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้ นักศึกษายังอาจนึกไปถึงกฎไวยากรณ์ที่เคยเรียนมาว่า ถ้าใช้คำกริยาสองตัวด้วยกัน ตัวที่ 2 จะต้องอยู่ในรูป -ing หรือ ใช้ to นำหน้า (infinitive with ‘to’) ในกรณีนี้ do ซึ่งเป็นกริยาตัวที่สอง จังเป็น doing ไม่ใช่ do
1. Language Functions: Answering yes-no questions
               Yes-no questions คือ คำถามที่ต้องการคำตอบ Yes หรือ No เป็นหลัก ขอให้ดูตัวอย่าง
Question
Answer
Do you come from a large family?
e.g. Yes, I have many brothers and sisters./
No, I don’t. I’m the only child.
Do you live at home with your parents?
e.g. Yes, I do./ No, I live in an apartment.
Do you have any aunts/uncles/cousins?
e.g. Yes, I come from a large family./
No, I don’t.
Do you visit your family often?
e.g. Yes, I visit them every weekend.’
No, I visit them once a year.
Are you the oldest among your brothers and sisters?
e.g. Yes, I am./
No, I am the second youngest. I have one older brother, a younger brother and two older sisters.
Are there a lot of people in your family?
e.g. Yes, there are (10 people in my family)./
No, only my parents and me.
               ในกรณีที่เป็นการตอบแบบสั้น จะตอบด้วย Yes หรือ No + ประธาน + กริยา ซึ่งถ้ามีมากกว่า 1 ตัว ให้ใช้กริยาช่วย do, does, did, BE หรือ HAVE ขึ้นอยู่กับคำถาม สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอก็คือ เมื่อตอบ Yes ต้องตามด้วยบอกเล่า และ No ตามด้วยปฏิเสธ
               อย่างไรก็ตาม ในการสนทนากันมักมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมอยู่บ่อยครั้ง จึงอาจตอบแค่ Yes หรือ No แล้วตามด้วยข้อมูลที่ต้องการเสริม ดังตัวอย่างข้างต้น
Grammar: Contractions
               ในภาษาพูด มักมีการย่อคำกริยา BE (is, am, are) และคำกริยาช่วยบางคำ (has, have, had, did, will, would) เมื่อใช้กับคำสรรพนาม คำนาม และคำที่แสดงคำถาม ได้แก่ who, what, when, where, why และ how ส่วนในภาษาเขียนมักใช้กับคำสรรพนามเฉพาะในกรณีเป็นการเขียนแบบไม่เป็นทางการแต่มีน้อยมาที่ใช้กับคำนามและคำที่แสดงคำถาม
ตัวอย่างการย่อคำกริยาข้างต้น พร้อมกริยารูปเต็มในวงเล็บมีดังต่อไปนี้
               My name’s Arin and I’m the second youngest in my family. (is, am)
               Rasa met Nick at the university and they’re friends now. (are)
               Korn’s studied at STOU. (has)
               I’ve got an elder sister. (have)
               We’d been there before he arrived. (had)
               What’d you do yesterday? (did)
               She’ll be here soon. (will)
               Harry’d like to meet you. (would)
Vocabulary: Family members
            สมาชิกในครอบครัวแต่ละครอบครัวอาจมีองค์ประกอบและจำนวนมากน้อยแตกต่างกัน เมื่อต้องสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว นักศึกษาจึงควรเรียนรู้คำศัพท์ที่จำเป็นไว้ใช้ ขอให้อ่านเรื่องที่ 1.2.2 Presentation อีกครั้งหนึ่งและขีดเส้นใต้คำที่หมายถึงสมาชิกในครอบครัว
               คำศัพท์ที่หมายถึงสมาชิกในครอบครัวมีดังนี้
great grandparents             ทวด                       parents                  บิดามารดา            sister                     พี่สาว/น้องสาว
great grandmother              ยาย/ย่าทวด           mother                   มารดา                   brother                  พี่ชาย/น้องชาย
great grandfather ตา/ทวด                  father                     บิดา                       aunt                       ป้า/น้า/อา(หญิง)
grandmother                        ยาย/ย่า                  daughter               ลูกสาว                   uncle                     ลุง/น้า/อา(ชาย)
grandfather                          ปู่/ตา                      son                        ลูกชาย                   cousin                   ลูกพี่ลูกน้อง
granddaughter                     หลานสาว (ลูกของลูก)                          niece                     หลานสาว (ลูกของพี่หรือน้อง)
grandson                             หลานชาย (ลูกของลูก)                         nephew  หลายชาย (ลูกของพี่หรือน้อง)
relative                                 ญาติ
               นอกจากนี้ ยังมีการเติมส่วนขยายข้างหน้าและข้างหลัง เช่น
               half – (มีสายเลือดเดียวกันครึ่งหนึ่ง) เช่น half-sister, half-brother (พี่น้องต่างบิดาหรือมารดา)
               step- (ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด) เช่น step-father (พ่อเลี้ยง), step-brother (พี่/น้องชายซึ่งเป็นลูกพ่อหรือแม่เลี้ยง)
               -in-law (มีความเกี่ยวพันจากการแต่งงาน) เช่น mother-in-law (แม่ยายหรือแม่สามี), daughter-in-law (ลูกสะใภ้), son-in-law (ลูกเขย) ถ้าเป็นพหูพจน์ จะเติม s ที่ -laws
ตอนที่ 1.3 Daily Routine
1. การเล่าเรื่องกิจวัตรประจำวันมักใช้รูปของคำกริยาที่แสดงถึงสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอหรือเป็นลักษณะนิสัย นั่นคือ present simple tense และอาจมีการถาม-ตอบคำถามได้หลายลักษณะ
2. ศัพท์สำนวนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน รวมทั้งงานบ้านต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้
3. การสังเกตคำสำคัญ (key word) และคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะได้ยินได้ฟัง โดยอาศัยความรู้ที่ได้ศึกษามาก่อนแล้ว จะทำให้สามารถทำความเข้าใจเรื่องที่ฟังได้ง่ายขึ้น
4. การฝึกออกเสียงตามเทป การอ่านออกเสียงดังๆ ทุกวัน และการดูรายงานข่าว โดยสังเกตการณ์ออกเสียง การลงเสียงหนักในคำ และทำนองเสียง จะช่วยพัฒนาการออกเสียงได้
Learning Strategies
Listening for Key Words/ Making Predictions Based on Previous Knowledge
            ก่อนที่จะฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นักศึกษาควรพิจารณาหัวข้อเรื่องว่าเกี่ยวกับอะไร เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ถึงิส่งที่จะได้ยินได้ฟัง ในตอนแรก Nick สัมภาษณ์รสาเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเธอ และตอนที่สอง Nick เล่าให้ฟังถึงกิจวัตรประจำวันของเขาในอเมริกา เมื่อนักศึกษาทราบเช่นนี้ ก็ควรเตรียมตัวก่นอที่จะฟังว่าต้องสังเกตคำสำคัญ (key word) อะไรบ้างที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เช่น คำริยาบอกการกระทำที่อยู่ในรูป present simple tense คำหรือกลุ่มคำบอกเวลาและความถี่ (usually, normally, occasionally, at 6 a.m., around 5 p.m., about 10:30 p.m., during the week, on Saturday, etc.) คำแสดงลำดับขั้นตอน (then) สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษาติดตามและทำความเข้าใจเรื่องที่ฟังได้ง่ายขึ้น
Practicing Pronunciation
            การออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งในการใช้ภาษา จึงควรหมั่นฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
-         ฝึกออกเสียงตามเทป ถ้ามีบทอ่านประกอบด้วย อาจทดลองอ่านก่อน 1 ครั้ง แล้วจึงเปิดเทปฟัง
-         อ่านออกเสียงดังๆ ทุกวัน
-         ดูรายงานข่าวและสังเกตการออกเสียง การลงเสียงหนักในคำ และทำนองเสียง
Listening and Speaking
Talking about routine
            ใน Presentation ข้างต้น ทั้งรสาและ Nick ต่างพูดถึงกิจวัตรประจำวันของตน ต่อไปเป็นคำถามคำตอบที่นักศึกษาสามารถนำไปใช้ได้
Question
Answer
-         How do you start the day?
-         e.g. I usually wake up at 7 a.m.  and then have breakfast and go to work.
-         How does your routine differ from weekdays to weekends?
-         e.g. During the week, I wake up at 7 a.m.  every day to go to work and come home at 7 p.m. after I have finished. On weekends, I have no set routine so I can relax and do whatever comes up.
-         What is the most enjoyable time of the week for you?
-         e.g. The weekend, as I do not have to work and can relax.
-         What time do you start and finish work?
-         e.g. I start work at 8:30 a.m. and finish at 5 p.m.
-         What do you do in the evening?
-         e.g. I either watch TV or do homework
-         What do you do during the week?
-         e.g. I work.
The “r” sound
               เสียง “r” ในภาษาอังกฤษแตกต่างจากเสียง “ร” ในภาษาไทย กล่าวคือ การอออกเสียง /r/ ในภาษาอังกฤษนั้นเริ่มด้วยการห่อปาก ในขณะเดียวกันพับปลายลิ้นไปข้างหลังเตรียมพร้อมที่จะออกเสียงเมื่อจะออกเสียงให้สลัดปลายลิ้นไปข้างหน้าโดยมิให้ปลายลิ้นกระทบส่วนใดๆ ในปากเลย เสียงที่ได้ยินคือเสียง /r/ ในภาษาอังกฤษ (พิณทิพย์ ทวยเจริญ, 2539: 50)
               เสียงดังกล่วอยู่ในตำแหน่งทั้งต้น กลาง และ ท้ายคำ เช่น right, really, relative, very, America, strawberry, your, more ผู้ใช้ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษจะไม่ออกเสียง /r/ ข้างท้ายในขณะที่ผู้ใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมักจะออกเสียง /r/ ในตำแหน่งท้าย
Grammar: Present simple tense
            รูปของคำกริยาใน tense นี้ คือ คำกริยาที่ยังไม่ได้ผันหรือคำกริยาช่อง 1 ดังที่เรียกกันแบบไม่เป็นทางการ แต่ถ้าประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 กริยาจะเติม -s
I, You, We They
work.
He, She, It
works.
               Present simple tense ใช้ได้ในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริง สิ่งที่เป็นลักษณะนิสัย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติหรือเป็นจริงในปัจจุบัน หรือกล่าวถึงสภาพต่างๆ โดยใช้คำกริยาที่เรียกว่า stative verbs ซึ่งแสดงสภาพมากกว่าการกระทำ เช่น like, want, know หรือแสดงประสาทสัมผัส เช่น hear, see, smell
               บางครั้งนักษาอาจใช้ adverb of frequency ซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำที่บอกความถี่ของการกระทำ หรือ adverb of time ซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำบอกเวลา ประกอบการใช้ present simple tense ด้วย เช่น
a. I always watch TV. (adverb of frequency)
b. Rasa usually walks down to the bus stop with Arin. (adverb of frequency)
c. She arrives home around 5 p.m. (adverb of time)
d. They go shopping on the weekend. (adverb of time)
Vocabulary: Housework
               นักศึกษาควรเรียนรู้คำศัพท์สำนวนที่เกี่ยวกับงานบ้านไว้ใช้ประโยชน์ในการสื่อสารต่อไปดังนี้
cook                                     ทำอาหาร                              do/wash the dishes                           ล้างจาน
dust (v.)                ปัดฝุ่น                                   vacuum the carpet                             ดูดฝุ่นพรม
sweep the floor    กวาดพื้น                mop the floor                                      ถูพื้น
do laundry                            ซักผ้า                                    iron clothes                                         รีดผ้า
clean the bathroom             ล้างห้องน้ำ                            polish the silverware                          ขัดเครื่องเงิน
mow the lawn                      ตัดหญ้า                                rake the leaves                   กวาดใบไม้
water the plants   รดน้ำต้นไม้                           wash the car                                      ล้างรถ







วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี (อ. ธีระพงษ์ สุวรรณรุจิ หัวหน้าภาควิชาภูมิศษสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ฯ วค.เทพสตรี, ๒๕๓๕)

บทนำ

     สภาพภูมิศาสตร์ของบริเวณใดๆ ก็คือ ประากฏการณ์ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมที่แจกกระจาย (distribution) อยู่บนพื้่นที่ผิวโลกของบริเวณนั้นๆ ความนใจของนักภูมิศาสตร์ต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว ในทางกว้างก็คือการมุ่งทำความเข้าใจและได้มาซี่งข้อเท็จจริงว่า ในพื้นที่ทำการศึกษษมีปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เกิดขึ้นที่ใด และปรากฏการณ์เหล่านั้นมีความสัมพันธ์ต่อสภาพการดำเนินชีวิตของผู้คนภายในพื้นที่นั้นอย่างๆร ขณะที่ในทางลึกนักภูมิศษสตร์ได้ประยุกต์วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบประกฏการณ์ การคาดการณ์ และการจัดปรากฏการณ์ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสนองตอบต่อความเป็นไปได้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในบริเวณนันๆ
     ความรู้ที่ได้จากการศึกษาทางภูมิศษสตร์ทั้ง 2 แนวทางนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงยิ่ง ไม่เพียงแต่สำหรับนักภูมิศษสตร์ แต่ยังเอื้อประโยชน์ต่อศาสตร์แขนงต่างๆ ในอันที่จะนำข้อมูลความรู้ที่นักภูมิศษสตร์ได้รวบรวมไว้ ไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของทุกคนโดยส่วนรวมในท้ายที่สุด

ที่ตั้งของจังหวัดลพบุรี

๑. ที่ตั้งสัมพันธ์
     ทิศเหนือ     ติดต่อกับจังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดนครสวรรค์
     ทิศใต้          ติดต่อกับจังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
     ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ
     ทิศตะวันตก  ติดต่อกับจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดนครสวรรค์
๒. ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
     จังหวัดลพบุรีมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างละติจูดที่ 14 องศา 39' เหนือ ถึง 15 องศา 30' เหนือ และลองติจูดที่ 100 องศา 26' ตะวันออก ถึง 101 องศา 27' ตะวันออก (สำนักงานจังหวัดลพบุรี, ๒๕๓๕)
๓. ผลที่เกิดจากที่ตั้ง
  ๓.๑ ผลทางธรรมชาติ
   ๓.๑.๑ ที่ตั้งของจังหวัดลพบุรีซึ่งอยู่ทางขอบด้านตะวันออกของที่ราบภาคกลางตอนล่าง และมีพื้นที่แผ่กระจายต่อเนื่องกับขอบของที่ราบสูงโคราช ก่อให้เกิดความแตกต่างทั้งสภาพทางธรณีวิทยาและสภาพภูมิประเทศ ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวได้ส่งผลอย่างสำคัญต่อปริมาณและคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรดิน น้ำ และแร่ธาตุ
   ๓.๑.๒ ที่ตั้งตามละติจูดของจังหวัดลพบุรีมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการได้รับพลังงาานความร้อนจากดวงอาทิตรย์ และอิทธิพลของลมประจำ เมื่อผนวกเข้ากับปัจจัยอื่นก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์ คือ สภาพภูมิอากาศ ที่เป็นทั้งปัจจัยเอื้อและปัจจัยอุปสรรคต่อสภาพการดำเนินชีวิตของชาวจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะต่อเกษตรกรส่วนใหญ่ของจังหวัด
  ๓.๒ ผลทางสังคมวัฒนธรรม
     จังหวัดลพบุรีมีที่ตั้งที่น่าจะเป็นความได้เปรียบหรือก่อให้เกิดผลดีต่อปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมภายในจังหวัด กล่าวคือเขตตัวเมืองลพบุรีจะตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทางถนนและเส้นทางรถไฟเพียง ๑๕๔ และ ๑๓๓ กิโลเมตร ตามลำดับ ระยะทางที่สั้นดังกล่าวย่อมทำให้การติดต่อกับศูนย์กลางของประเทศกระทำได้อย่างรวดเร็วและประหยัด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาประกอบกับปัจจัยแวดล้อมด้านอื่นๆ ความได้เปรียบดังกล่าวไม่นับว่ามีความสำคัญมานัก และโดยเฉพาะเมื่อวิเคราะห์ผลในลักษณะเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นกับจังหวัดสระบุรีและสิงห์บุรี ซึ่งมีที่ตั้งติดต่อกับจงหวัดลพบุรีจะพบว่าที่ตั้งของสองจังหวัดดังกล่าวได้ลดความสำคัญทางด้านที่ตั้งของจังหวดัลพบุรีเกือบสิ้นเชิง โดยเฉพาะต่อปรากฏการณ์ทางด้านการคมนาคมขนส่งทางถนน ความเสียเปรียบดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความเสียเปรียบด้านอื่นๆ ของจังหวัดลพบุรีต่อจังหวัดสระบุรีและสิงห์บุรี เช่น โอกาสในการเป็นศูนย์กลางการค้า และศูนย์กลางการอุตสาหกรรมในระดับภาค เป็นต้น

ขนาดและรูปร่างของจังหวัดลพบุรี

     จังหวัดลพบุรีจัดเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ทางด้านพื้นที่ คือมีพื้นที่ประมาณ ๖,๕๕๖.๒๓๘ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๔,๐๙๗๖๔๖.๑๒๕ ไร่ (สำนักงานจังหวัดลพบุรี, ๒๕๓๕) แบ่งตามเขตการปกครองออกเป็น ๘ อำเภอ ๓ กิ่งอำเภอ ๑๒๐ ตำบล และ ๑,๐๗๓ หมู่บ้าน
     รูปร่างของจังหวัดลพบุรีมีลักษณะค่อนไปทางรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีอัตราส่วนระหว่างด้านกว้างตามแนวเหนือ-ใต้ ต่อด้านยาวตามแนวตะวันตก-ตะวันออก เท่ากับ ๑ ต่อ ๑.๓๓ รูปร่างดังกล่าวเมื่้อพิจรณษให้สัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่ของจังหวัด และที่ตั้งของศูนย์กลางการปกครองของจังหวัด ซึ่งตั้งค่อนไปทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้พื้นที่บางส่วนอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางการปกครองมาก โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ทางด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด

ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี

     ลักษณะภูมิประเทศ คือ รูปร่างของแผ่นดินที่เป็นผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกโดยกระบวนการทางธรณีวิทยา สำหรับจังหวัดลพบุรีเมื่อพิจารณาภูมิประเทศของจังหวัดตามแนวตะวันตก-ตะวันออกจะพบว่า ทางด้านตะวันตกพื้นที่มีลักษณะเป็ฯที่ราบลุ่มน้ำ ที่เกิดจากการกระทำของแม่น้ำลพบุรีและสาขา ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบดังปราฎในเขตตะวันออกของอำเภอเมือง อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอบ้านหมี่ ถัดจากเขตนี้ไปทางตะวันออก พื้่นที่จะปรากฏลักษณะเป็นที่ราบลอนคลื่น ความสูงและความต่างระดับของพื้นที่จะเพิ่มมากขึ้นจนไปจรดกับภูมิประเทศแบบภูเขาและเนินเขาที่ทอดตัวกระจายเป็นวงโค้งจากด้านเหนือ ตอนกลาง และด้านตะวันตกเฉียงใต้ของพื้นที่จังหวัด ต่อจากนั้นพื้นที่จะกลับลาดลงสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นที่ราบลุ่มน้ำแคบๆ ยาวตามแนวเหนือ-ใต้ ถัดจากที่ราบดังกล่าวพื้นที่จะกลับสูงขึ้นอีกครังหนึ่งจนไปติดต่อกับแนวภูเขาที่ทอดตัวตาแนวเหนือ-ใต้ ชิดขอบเขตด้านตะวันออกของจังหวัด
     กล่าวโดยสรุป พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี (ประมาณ ๗๓.๑๓%) มีลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบลอนคลื่นแทรกสลับกับภูเขาและเนินเขา ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณ ๒๓.๘๗% เป็นที่ราบลุ่มน้ำอันได้แก่ที่ราบลุ่มน้ำของแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำป่าสัก (กองวางแผนโครงการ ททท., ๒๕๓๐) สภาพภูมิประเทศดังรายละเอียดข้างต้นจะมีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากต่อการดำเนินกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจของประชากรในจังหวัดลพบุรี ลักษณะผลผลิต ตลอดจนกิจกรรมทางการคมนาคมขนส่ง และการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐษน (infrastructure) ดังนั้น ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางด้านภูมิประเทศจึงมีส่วนอย่างสำคัญในการทำความเข้าใจกิจกรรมด้านต่างๆ ของประชากรที่ปรากฏในพื้นที่

ภูมิอากาศของจังหวัดลพบุรี

        จังหวัดลพบุรีมีสภาพภูมิอากาศคล้ายคลึงกับบริเวณภาคกลางและภาคอีสานของประเทศ คือ มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงตลอดปี โดยมีเดือนเมษายนเป็นเดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด และเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด อุณหภูมิ ๓๐.๗ และ ๒๕.๗ องศาเซลเซียส ตามลำดับ ปริมาณน้ำฝนที่ได้รับส่วนใหญ่ได้รับในช่วงเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม คิดเป็น ๘๕% ของปริมาณน้ำฝนที่ได้รับตลอดปี โดยมีเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ได้รับปริมาณน้ำฝนมากที่สุด ลักษณะอากาศดังกล่าวข้างต้นทำให้จังหวัดลพบุรีมีสภาพภูมิอากาศแบบทุ่งเมืองร้อน (Aw) ตามวิธีการจำแนกภูมิกากาศของคอปเปน (Koppen)

ลักษณะเด่นทางด้านอุณหภูมิและฝน

        กรุมอุตุนิยมวิทยา (๒๕๓๐) ได้จัดพิมพ์เอกสารแสดงข้อมูลภูมิอากาศที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพลมฟ้าอากาศของบริเวณต่างๆ ของประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๙ - ๒๕๒๘ รวม ๓๐ ปี พบว่า ในส่วสนของจังหวัดลพบุรี สภาพภูมิอากาศมีลักษณะเด่นทางด้านลักษณะอุณหภูมิและลักษณะฝน ดังนี้
๑. ลักษณะอุณหภูมิ
        จังหวัดลพบุรีเป็นจังหวัดที่มีอากาศร้อนตลอดปี โดยมีเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด (อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๐.๗ องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ๔๑.๘ องศาเซลเซียส) ถัดจากเดือนเมษายนอุณหภูมิอากาศจะเริ่มลดลงเป็นลำดับจนต่ำที่สุดในเดือนธันวาคม (อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๕.๗ องศาเซลเซียส) ทั้งนี้เป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลของฝนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม และการได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นมวลอากาศเย็นในช่วงเวลาที่เหลือ ในเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน อุณหภูมิอากาศจะกลับสูงขึ้นอย่างมาก จนสูงสุดในเดือนเมษายน ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนกำลังลงและแสงตั้งฉากของดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ ทำให้ค่าพลังงานความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น
๒. ลักษณะฝน
   ๒.๑ ปริมาณน้ำฝนรวมตลอดปีของจังหวัดลพบุรีเฉลี่ยประมาณ ๑,๒๔๘.๒ มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่าปริมาณน้ำฝนที่ได้รับค่อนข้างมาก
   ๒.๒ การกระจายของฝนไม่สม่ำเสมอตลอดปี กล่าวคือประมาณ ๘๕% ของปริมาณฝนรวม จะได้รับในช่วงเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม ส่วนระยะเวลาอีก ๖ เดือนที่เหลือได้รับปริมาณน้ำฝนรวมกันเพียง ๑๕% ของฝนรวมตลอดปี ช่วงเวลาดังกล่าวจึงมักเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในเขตชนบทที่เกษตรกรทำการผลิตโดยการพึ่งพาน้ำฟ้าเป็นหลัก
   ๒.๓ จำนวนวันที่มีฝนตกเท่ากับ ๑๐๙.๒ วันต่อปี โดยมีเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีจำนวนวันที่่มีฝนตกมากที่สุด (๑๙.๒ วัน) และเดือนมกราคมเป็นเดือนที่มีจำนวนวันที่มีฝนตกน้อยที่สุด (๑.๐ วัน)

ลักษณะประชากร

       เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๓๔ จังหวัดลพบุรีมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ ๗๕๓,๖๑๐ คน เป็นเพศชาย ๓๗๙,๔๙๖ คน และเพศหญิง ๓๗๔,๑๑๔ คน มีค่าความหนาแน่นของประชากเฉลี่ยต่อพื้นที่รวมของจังหวัดเท่ากับ ๑๑๕ คน/ตารางกิโลเมตร อำเภอเมืองจะเป็นอำเภอที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดของจังหวัด (ประมาณ ๔๕๗ คน/ตารางกิโลเมตร) และถ้าแยกพิจารณาเฉพาะเขตเทศบาลเมืองลพบุรีจะพบว่า ค่าความหนาแน่นของประชากรในเขตดังกล่าวจะสูงถึงประมาณ ๕,๘๐๐ คน/ตาตางกิโลเมตร
       ทางด้านอัตราการ เกิด-ตาย พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จังหวัดลพบุรีมีอัตราการเกิด ๑.๒% ขณะที่อัตราการตายเท่ากับ ๐.๓% อัตราการเพิ่มประชากรของจังหวัดลพบุรีจึงมีอัตราค่อนข้างต่ำ

ทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดลพบุรี

       ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการผลิตในเชิงเศรษฐกิจ พื้่นที่ใดที่มีโอกาสครอบครองทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากทั้งทางด้านชนิด ปริมาณ และคุณภาพ ผู้คนในพื้นที่นั้นก็มีโอกาสสูงในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคมส่วนรวม สำหรับจังหวัดลพบุรีเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมจะพบว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นรากฐานของการผลิตสาขาการเกษตรนับเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัด (ไม่นับรวมทรัพยากรมนุษย์) ซึ่งได้แก่ ทรัพยากรดินและน้ำ ส่วนทรัพยากธรรมชาติชนิดอื่นๆ นับว่ามีความสำคัญรองลงไปหรือมีความสำคัญน้อย
๑. ทรัพยากรดิน
        จากรายงานการสำรวจดินจังหวัดลพบุรี โดย วิจิตรและคณะ (๒๕๑๙) พบว่า จังหวัดลพบุรีประกอบด้วยดินที่มีสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ต่างกันจนสามารถจัดแบ่งในระดับชุดดิน (series) ได้ถึง ๙๔ ชุดดิน ในจำนวนนี้มีชุดดิน ๓๙ ชุด ครอบคลุมพื้่นที่ประมาณ ๖๑.๒% ของพื้นที่จังหวัดเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ค่อนข้างสูงถึงสูง และมีพื้นที่เพียงประมาณ ๕% ของพื้นที่จังหวัดที่เป็นเขตดินที่มีความสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อพิจารณาจำแนกถึงระดับความเหมะสมในการใช้ประโดยชน์ที่ดิน (land suitability) พบว่าพื้่นที่ประมาณ ๒๕% ของพื้นที่จังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มน้ำมีความเหมาะสมในการทำนา ประมาณ ๔๓% ของพื้่นที่จังหวัดเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชไร่ ประมาณ ๒๐% อาจใช้ทำนาทำไร่ได้แต่มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ส่วนที่เหลือประมาณ ๑๒% ซึ่งเป็นพื่้นที่ที่มีความลาดชันมากและหน้าดินตื้นไม่ควรใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรมจึงควรฟื้นสภาพหรือคงสภาพป่าไม้ให้ปกคลุมพื้นที่ไว้
๒. ทรัพยากรน้ำ
       แหล่งน้ำที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในเขตจังหวัดลพบุรีมาจากแหล่งน้ำฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน ในจำนวนนี้น้ำฟ้ายังคงมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดอาศัยอยู่ในเขตเกษตรน้ำฝน สำหรับแหล่งน้ำผิวดินจังหวัดลพบุรีประกอบด้วยระบบลุ่มน้ำ ๒ ระบบ คือระบบลุ่มน้ำลพบุรี อันประกอบด้วนแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำบางขามเป็นหลัก ซึ่งมีพื้นที่ให้น้ำอยู่ทางด้านตะวันออกของจังหวัด ส่วนทางด้านตะวันออกของจังหวัดมีระบบลุ่มน้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำป่าสักและลำสนธิ ที่มีทางน้ำแคบ ลึก และคดเคี้ยว จึงค่อนข้างมีขีดจำกัดในการใช้ทรัพยากรน้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวนี้
๓. ทรัพยากรป่าไม้
        ในอดีตจังหวัดลพบุรีเคยมีป่าไม้ปกคลุมอยู่เกือบทั่วไป อันเป็นผลจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่ผลจากความต้องการที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมและความต้องการผลผลิตจากผ่า ทำให้ป่าไม้ของจังหวัดถูกทำลายจนเหลือพื้นทีป่าเพียง ๑.๗๗๖.๑๗ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒๗% ของพื้นที่จังหวัด และที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้นคือป่าที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์มีพื้่นที่เหลืออยู่เพียงประมาณ ๔.๕% ของพื้นที่จังหวัดเท่านั้น (สำนักงานจังหวัดลพบุรี, ๒๕๓๕ อ้างถึงข้อมูลสำนักงานป่าไม้จังหวัดลพบุรี)
        สภาพการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ที่คงเหลืออยุ่ของจังหวัดลพบุรีมีพื้นที่ต่ำกว่าขีดจำกัดจนน่าจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสมดุลย์ธรรมชาติและต่อคุณภาพชีวิตของชาวลพบุรีในท้ายที่สุด ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้เข้าเกณฑ์มาตรฐษน (๔๐% ของพื้นที่) สิ่งที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือการรักษาพื้่นที่ป่าหรือสภาพป่าสมบูรณ์ที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกทำลายอีกต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกๆ ฝ่าย
๔. ทรัพยากระแร่ธาติและหิน



วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

32210-59

ขอขอบคุณรุ่นพี่ที่เอามาแปะไว้ในเฟสนะคะ เรารวบรวมมาให้อีกทีจ้า ในบล๊อกจะได้ค้นกันง่ายๆ เวลาใช้กูเกิ้ลค่ะ




วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

ของขวัญปีใหม่ให้ตัวเรา

โดย คุณจิตติมา รักนาค
นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพชำนาญการพิเศษ

ปีใหม่ คือ การเฉลิมฉลองต้อนรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ธรรมเนียมโดยทั่วไปนอกจากการจัดเลื้ยงเพื่อขอบคุณ เพื่อการกระชับความสัมพันธ์ เพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆ สิ่งดีๆ ที่จะเข้ามา หรือด้วยเหตุผลใดก็ตามมักจะต้องมีการกล่าวอวยพร มอบของขวัญให้แก่กันและกันด้วยความรู้สึกขอบคุณ ระลึกถึงผู้มีพระคุณ คนรอบข้าง ปีใหม่ในปีนี้ผู้เขียนเชิญชวนให้ทุกคนให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเราเอง
     การให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเราเอง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ตัวเรา จิตใจของเรา หัวใจของเา การดำเนินชีวิตที่ผ่านไปในแต่ละปีย่อมพบเจอทั้งสุขและทุกข์ พบสิ่งที่พอใจและสิ่งที่ไม่พอใจ พบความสนุกสนานและพบกัยความเศร้า ความระทมทุกข์ พบความสำเร็จและความผิดหวัง เมื่อจะเริ่มต้นปีใหม่เราจึงควรให้ของขวัญตัวเาที่สามารถนำพาชีวิตฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ตนเองที่จะนำพาชีวิตของเราไปสู่จุดหมายปลายทางในปีต่อไป
     ก่อนที่จะพิจารณาให้ของขวัญตัวเอง ผู้เขียนเชิญชวนให้ท่านได้พิจารณาสำรวจตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมาท่านได้ทำสิ่งใดบ้างให้กับชีวิตของตัวท่านเอง และคนรอบข้าง เช่น
1. ท่านได้รับผิดชอบงานในห้านที่อย่างเต็มที่หรือไม่
2. ท่านได้รับผิดชอบครอบครัวของท่านได้เป็นอย่างดีหรือไม่
3. ท่านได้ทำสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่นบ้างหรือไม่
4. ท่นได้ทำร้ายจิตใจผู้อื่นบ้างหรือไม่
5. ท่านได้สร้างบุญกุศลบำรุงศาสนาหรือไม่
6. ท่านได้เสียสละ มีจิตอาสาทำสิ่งดีโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือไม่
     ยังมีคำถามอีกมากมายที่เราควรได้ตั้งคำถามแก่ตนเอง ถ้ามีสิ่งใดที่ไม่ได้ทำหรือทำไม่ดีจะได้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขและเติมเต็มสิ่งดีให้เกิดในปีต่อไป นั่นคือ การให้ของขวัญอันล้ำค่าให้แก่ชีวิตตนเองด้วย
     ปีใหม่นี้ให้ของขวัญตัวเองด้วยการสำรวจตนเอง หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อแก้ไข ปรับปรุงให้เราเดินทนงไปสู่สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อได้บทสรุปที่เราจะทำต่อไปในปีใหม่นี้จึงค่อยไปหาของขวัญปีใหม่ให้แก่ตัวเรา เช่น การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ โทรศัพท์มือถอื นาฬิกา เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ หรือเป็นของที่อยากได้ตามความชอบของตัวท่าน และขออำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านสุขกายสุขใจ ปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นทุกประการ สำหรับนักศึกษา มสธ. ขอให้สอบผ่านและสำเร็จการศึกษาโดยเร็ววัน

วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตำนานพระพุทธบาท (ตอนที่ ๔)

ถ้าและผู้ใมิใช่ภูมิชาติจะได้รู้จักตำแหน่งเมืองปะรันตะปะนคร นั้นหามิได้ ด้วยตำแหน่งเมืองตกมาช้านานแต่ละครั้ง พระยากาลราชนั้นแล้ว เมืองนั้นมีคู ๒ ชั้น มีประตู ๔ ประตู ๆ ช่องประตูชัย ประตูน้ำ ประตูผี มีเสามีประตู ๔ ประตู ตลุงช้างเผือกโคกปราสาทเสาหนึ่ง มีศีรษะคนโบราณอยู่ศีรษะหนึ่ง ใหญ่ประมาณ ๘ กำ มีกำแหน่งวัด ๑๕ วัด วัดธัมเสนา วัดสารภี วัดสัก วัดมหาโลก วัดโปกบ้านหม้อ วัดหัวตะพาน วัดแจงนางเพียร วัดนางผล วัดเกตุ วัดสุด วัดขวิด วัดหลวง วัดนาค วัดพระนอน วัดพี่น้อย วัดนนซี มีตำแหน่งบ้าน ๒๑ บ้าน บ้านตลาดน้อย บ้านหัวตะพาน บ้านขนอนสาซ่อง บ้างไหย่ บ้านโขมด บ้านน้อย บ้านเกาะสารภี บ้านไร่ บ้านกะมัง บ้านปลาขวัน บางยานี บางขมิ้น บ้านมาบโพ บ้านขวาง บ้านมะกอก บ้านม้อน บ้านหนองจิก บ้านกนองสะแก บ้านเคร่าครับดัง แต่เมืองนครขีดขินออกไปถึงพูสงครีบหนทาง ๔๕ เส้น แต่พูสงครีบไปถึงพูนรายน์หนทาง ๓๐ เส้น แต่พูนรายน์ไปถึงธารถวายสรหนทาง ๒๐๐ เส้น
     อันหนึ่งตำแหน่งได้ทำทำนบน้ำธารทองแดงนั้นคื ริทธานนท์ พนพิจิตร์ หลวงสรียศ ได้คุมไพร่หลวงขึ้นมาทำทำนบธารกเสมสำหรับตำบลนั้น เมืองลพบุรีได้ทำทำนบศิลาดาดค้างไว้นั้น ข้าพระพุทธบาทได้ทำนบสวนมะลิ ทำนบเจ้าพระนำเมืองนั้น เมืองสระบุรีได้ทำอันหนึ่ง
     ตำแหน่งทำทางรับเสด็จพระราชดำเนินนั้น ข้าพระพุทธบาทได้ทำแต่ลานพระลงไปถึงตำหนักนารายน์ท้ายสะยอ แต่ตำหนักนารายน์เป็นเจ้าลงไปถึงโป่งนางงามนั้น เมืองลพบุรีได้ทำแต่โป่งนางงามลงไปถึงบางโขมดนั้น ข้าหลวงผู้กำกับกรมการหัวเมืองบันดา ซึ่งมาด้วยรับเสด็จนั้น ได้ช่วยกันระดมแต่บางโขนดลงไปมาบกะทุ่มนั้น เมืองสระบุรีได้ทำมาแต่มาบกะทุ่มลงไปถึงท่าเจ้าสนุกนั้น ขุนนครได้ทำ
     ครั้นเสด็จพระราชดำเนิน ขุนเฉลิมขุนหมื่นทั้งปวงนั้นได้รับเสด็จที่ตำหนักนารายน์ ครั้นเสด็จขึ้นมาถึงพระพุทธบาทแล้ว เมืองลพบุรีได้ไปจูงเชือกท่าวัด เมืองสระบุรีได้ไปจุกช่องทางเขาทส เมืองไชยบาดาลได้ไปจุกท่างทุ่งแฝก ตำรวจ ๓ คน กับหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นชินธาตุ หมื่นสรีรักสา ลงไปตั้งด่านอยู่เขาตก เมืองลพบุรีตั้งด่านอยู่ห้วยมันหวาน ได้ตรวจดูลูกค้าวานิชเอาเต่าปลาไก่นกสัตว์อันมีชีวิตชีวาขึ้นมาซื้อขายให้จับเอาตัวไ้ทำโทษตามข้อละเมิด ผู้ใดไปมาผิดเวลาให้คุมเอาตัวไปส่งให้กะหลวงพัน เมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับลงไปน้นแต่บรรดาข้าทูลละอองซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปนั้น ให้ดูตราขุนพรมจงทุกคน ถ้าผู้ใดมิได้เสียค่าพระกัลปนา มิได้มีโฉนดฎีกาขนพรหมเสนาลงไปให้เอาตัวไว้ เรียกเอาค่าพระกัลปนาเฟื้องหนึ่ง
     อนึ่งเมื่อจะขึ้นไปนมัสการนั้น ห้ามมิให้แปลกปลอมกันให้พระสงฆ์เถรสามเณรไปเวลาหนึ่ง ผู้ชายผู้หญิงไปเวลาหนึ่ง
     อนึ่งบนทักษิณนั้นท่านห้ามมิให้ผู้ชายผู้หญิงขึ้นไปพูดจากันแต่สองต่อสอง ถ้าผู้ใดมิฟังมีผู้จับตัวได้เอาไปส่งให้ขุนธัมการ ขุนธัมการเอาตัวไปมัดไว้พิหารวัดป่าเลไลย
     อนึ่งเมื่อจะเสด็จขึ้นนมัสการนั้น ขุนอินทพิทักส์ชาวคลัง ขุนพรหมพิทักส์ชาวคลัง เชิญเอาผ้าทรงนารายณ์กับม่านปักวันทองกับสำเภาทองยนต์คืนมาไว้รับเสด็จ ครั้นเมื่อเสด็จออกจากมณฑปแล้วทรงนั่งอยู่ที่ทักษิณ ขุนอินทพิทักส์ ขุนพรหมรักสา จึงเอาพระกัลปนาออกมาส่งให้ราชบัณฑิตถวาย
     ในต้นพระกัลปนานั้นว่า พระตรีภูวนาถพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ องค์สมเด็จพระนารายณ์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ มีพระราชโองการสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้ชุมนุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตปโรหิตพราหมณ์ ให้ตั้งพระกัลปนาตราพระราชสีห์ไว้สำหรับพระพุทธบาท อย่าให้ผู้ใดกะเกณฑ์เอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปใช้สอยนอกกว่าพนักงานห้ามมิให้ผู้ใดเอาไปทำตะพานบางขโมด ถ้าและผู้ใดไม่ฟังเบียบเบียนบังเอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปเป็นอาณาประโยชน์ของตัวนั้น ให้ตกนรกแสนกัปอนันตชาติ อย่าได้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวิรุติโรค ๙๖ ประการ ตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้นให้ฉิบหายไปด้วยราชภัย โจรภัย อุทกภัย ปิศาจภัย ถ้าและผู้ใดจะเข้าไปทำมาหากินในท้องอำเภอพระพุทธบาท ทำไร่นาตัดเสาตัดหวายตัดฟืนทำยางฉีกตอก ลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง แต่ไม้ท่อนหนึ่งฟืนดุ้นหนึ่ง ก็ให้ขุนอินทเสนา ขุนพรหม เสนาเรียกเอาหัวป่าค่าที่เป็นค่ากัลปนามาแบ่งเป็น ๓ ส่วนเป็นของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ใดเรียกนั้นได้รับพระราชทาน ๑๐ ลส ๑ ถ้าและผู้ใดที่ได้เรียกค่ากัลปนา ท่านแช่งไว้ให้ตกนรกแสนกัปอนันตชาติอย่าให้ผู้รู้ผุดหรือเกิดเลย ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ถ้าและผู้ใดรุกที่ดินรุกแดนของพระเข้าไปชั่วองคุลีหนึ่งก็ดี ชั่วเมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งก็ดี ให้ผู้นั้นตกนรกหมกไหม้ในมหาอเวจีแสนกัปอนันตชาติ อย่าให้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวุติโรค ๙๖ ประการตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้น ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ดุจพรรณามาแต่หลังถ้าไพร่ข้าพระโยมสงฆ์จะเกิดวิวาทแก่กันขึ้นกับข้าหลวง และสังกะพักด้วยความสิ่งใดๆ โจทย์จับช้างม้าโคกะบือแก่กันก็ดี ถ้าและพิจารณาเป็นสัจ ถ้าข้าพระแพ้สงสัจไปปรับ ๆ มามีแต่สินไหม พินัยท่านให้ยกเสีย ท่านว่าข้าพระนั่นเป็นข้าหลวงใหญ่ ถ้าและข้าหลวงแพ้ปรับมามีทังสินไหมพินัย จะพรรณนาไปให้สิ้นในพระกัลปนานั้นมากนักจำไม่ได้
     แต่หัวป่าค่าที่ที่นาคู่ละ ๑๐ สลึง ที่อ้อยไร่ละบาท ทำยางนั้น ๕ วันไปตักครั้งหนึ่งได้มา ๒ หาบ เรียกปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ตัดไม้แต่พร้าแบกปีหนึ่งเอาหนึ่งเฟื้อง ถ้าตัดเสาเป็นไม้ใหญ่ ปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ถ้าตัดสีฟันตัดหวยฉีกตอกลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง ถ้าผู้ชายเอาหนึ่งสลึง ผู้หญิงเอาหนึ่งเฟื้อง ที่ตลาดนั้น ร้านละ ๒ สลึง หาบของมาขายเอาหนึ่งเฟื้อง ยกพระราชทานให้หมื่นสนั่นพันเสนาะ ให้เป็นมากด้วยคน ๔ คนนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการนั้นให้ตระเวนไฟตามถนนตลาดได้ตรวจตราว่ากล่าวแล้วได้เก็บดอกไม้ทูลเกล้าฯ ถวยทุกวันมิได้ขาด
     ขุนหมื่นทั้งนั้นโปรดให้พระราชทานปีหนึ่งเอาเงินมาให้คน ๑ ตำลึง ๒ บาท ไม่ได้ทำราชการเลยขาดตัวทีเดียว หลวงสารวัตร ๘ คน ขุนสัจพันธคีรี ๘ คน ขุนยกบัตร ๖ คน ขุนเฉลิม ๖ คน ขุนเทพสุภา ๑ คน ขุนชินบาล ๒ คน หมื่นสรีพุทธบาล ๒ คน หมื่นมาสคีรี ๒ คน หมื่นสรีสุวรรณปราสาท ๒ คน รวม ๑๐ คน ขุนหมื่นทั้งนั้นได้คนละ ขุนอินทพิทักส์ ๑ ขุนพรหมรักสา ๑ ขุนพิทักษ์สมบัติ ๑ หมื่นทิพรักสา ๑ ๔ คนนี้ได้ยกในเดือนๆ ละ คน เข้าเดือนเป็น ๑๐ ฬส
     แต่ก่อนมาท่านตั้งง้าวข้าพระไว้ ๓ คน ปะขาวน้อย ๑ ปะขาวมะ ๑ ปะขาวหนัง ๑ ถ้าและวิวาทกันด้วยข้าพระโยมสงฆ์สมะสังกัดพรรคจะแบ่งปันฝ่ายพ่อแม่ว่ากล่าวมิตกลงกัน ให้ถามท่านผู้เฒ่า ๓ คนนัี้นว่าพ่อเป็นข้าพระแม่เป็นข้าหลวงหรือ ถ้าและท่านทั้ง ๓ คนนั้นว่าพ่อเป็นข้าพระแม่เป็นข้าหลวง จึงให้แบ่งปันกันฝ่ายพ่อแม่ ด้วยท่าน ๓ คนนัั้นรู้จักพงศาวดาร ว่าลูกคนนั้น หลานคนนั้นๆ เป็นปู่ย่าตายาย ได้รู้จักกำเนิดทั้งนั้นมา ท่านตั้งไว้เป็นง้าวข้าพระสืบต่อมา ถ้าและไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปต้องทุกข์ยากอยู่ที่ใดตำบลใด ให้เอาเงินของพระไปช่วยไถ่เอาไว้คงหมู่
     เมื่อครั้งเกิดศึกกลางเมืองนั้น ขุนโขลนพาคุมเอาไพร่ ข้าพระไปช่วยรบร้อยหนึ่ง ครั้นสำเร็จราชการแล้ว จึงพระราชทานถาดหมากคนโทให้แล้ว พระราชทานให้มีคนสำหรับตามหลังไปกิจราชการ ๓๐ คน จึงพระราชทานเงินหลวงขึ้นมา ๑๐ ชั่ง ให้ไปช่วยไถ่ แต่บรรดาผู้ได้ไปต้องทุกข์ยากอยู่จะเป็นไพร่หลวง สมะสังกะพรรคก็ดี ซึ่งเจ้าขุนมูลนายมิได้ช่วยไถ่แล้วนั้น ให้ไปช่วยไถ่เอามาไว้เป็นข้าพระไถนาหลวงเอาข้าวขึ้นถวายพระสงฆ์ปีละเกวียนต้องด้วยทนายพัน แต่นั้นมาข้าพระจึงมาขึ้นแต่คงสกันถึง ๖๐๐ ครัว ขุนธรรมการ ๑ หมื่นสรีเกิด ๑ ปะขาวหยู่ ๑ อำแดงหมอน ๑ ปะขาวด้วง ๑ นายดิส ๑ พันทอง ๑ พันคำ ๑ พันจัน ๑ อำแดงเพียร ๑ ก็เอาพระเงินหลวงช่วยไถ่ เมื่อครั้งเจ้าเสียนั้น เงินหลวงช่วยไถ่ ๑๐ ครัว แต่บรรดาเงินพระเงินหลวงช่วยไถ่มานั้นหลายครัวจำไม่ได้ แต่เป็นที่ขุนโขลนมานั้นมากมายหลายคนแล้ว ขุนโขชลนป่าชมพู่นั้นเดิมเป็นราชาบาลอยู่ก่อน ครั้นมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นเป็นผู้รั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมาได้ปีหนึ่ง หลวงมหาดไทยนอกราชการมีตราให้หาลงมาจึงเป็นที่ขุนโขลนๆ เก่านั้นขัดรายผู้ร้ายไ้ ท่านว่างัดพระราชโองการจึงได้พิพากษาโทษไว้ครั้งหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้รั้ง ณ เมืองเพชร์บูรณ์ แต่เป็นขุนโขลนมาในครั้งบรมโกฏ ๖ คน เมื่อครั้งสุริยามรินท์ ๔ คน ขุนยกบัตร ๒ ขุนยกบัตรปู่ปะขาวแท้งนั้น ขุนยกบัตรปู่ขุนธรรมการนั้นนานมาจึงถึงขุนยกบัตรบุญรอดนั้นเป็นข้าหลวงกำกับเมื่อครั้งพระลายจักร์หายนั้น ท่านให้พระยายมราชขึ้นมากำกับพิจารณาเอาข้าพระมามัดผูกตีโบยที่ตึกสวนมะพร้าว เพลากลางคืนนั้นพระธาตุเสด็จออกจากยอดพระมณฑปใหญ่ประมาณเท่าลูกมะขวิด ครั้นถึงสวนมะพร้าวลอยนิ่งอยู่บนอากาศจึงหายไป พระยายมราชนั้นก็เกิดวิปริตต่างๆ
     แต่ก่อนมีทั้งบ่อนเบี้ยนายอากรเหล้า เมื่อครั้งขุนไชยบาล นายอากรเหล้าฟ้องหากล่าวโทษนาลิ้ม กับผู้มีชื่อ ๔ คนว่า ต้มเหล้า จึงมีตราพระราชสีห์โปรดเกล้าฯ ขึ้นมาให้พิจารณาตามกระทรวง ครั้นขุนหมื่นกรมการข้าพระพุทธบาทพิจารณาคำท้องตราโจทย์จำเลยมีคำต่อกันไปมาพิจารณาไม่ตกลงกัน จึงบอกส่งลงไปยังท่านลูกขุนนะศาลา ท่านจึงส่งคู่ความไปยังศาลพระพัสดี ครั้นไปถึงศาลโจทย์จำเลยสมัครพรรคพวกกับจำเลย ๔ คน เสียเงินคนละ ๙ ตำลึง ๔ คน เป็นเงิน ๑ ชั่ง ๑๖ ตำลึง
     แต่โบราณมามีต้นไม้ต้นหนึ่งใหญ่ประมาณ ๓ อ้อม มีดอกเท่าฝาบาตร ครั้นเพลาเช้า เพลาเย็นบาน กลางวันตูม เมื่อจะบานนั้นหันหน้าดอกเข้าไปข้างพระมณฑปทุกเพลามีสันฐานดอกนั้นเหมือนดอกทานตะวัน ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าแตงโมทำมณฑปขึ้นไปว่าต้นไม้นั้นกีดทรงพระมณฑปอยู่จึงฟันต้นไม้นั้นเสีย แต่วันนั้นไปท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโม ก็ตั้งแต่ลงโลหิตไปจนเท้าวันตาย
     พระมณฑปนั้นสูง ๑๘ วา ๒ ศอกคืบ เงินดาดพื้น ๒๐๐ ชั่ง กระจกปูผนังข้างในใหญ่ ๒ ศอกคืบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส กระจกประดับผนังข้างนอก ๑๘๐ แผ่น กระจกประดับเสาใน ๓๒๐ ทองคำปูหลังคาลงมา ๖๒ ชั่ง ทองคำเปลว ๒๙๔,๖๐๐ แผ่น
     ขุนหมื่นรักสาพระตำหนัก พระนครหลวงพรหมมนตรี ขุนทิพมนตรี ๑ ขุนเทพมนตรี ๑ รวม ๓ ขุนทิพราช ๑ ขุนเทพราช ๑ รวม ๒ หมื่นอินท์ ๑ หมื่นพรหม ๑ รวม ๒ เป็นธรรมเนียมมาแต่ครั้งบรมโกฏมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์
     เมืองนครขีดขินในพระบาลีเรียกว่า ปะรันตะปะนครราชธานี จึงตั้งสมเด็จเจ้าตั้งว่า พระมหามงคลเทพมุนีสรีรัตนไพรวันปะรันตะประเทศทมเขตอรัญวาสี เมืองลพบุรีในพระบาลี เรียกว่า เมืองสังขบัต จึงตั้งสมเด็เจ้าตั้งว่า พระสังคราชา
     พระมณฑปแต่ในลานกว้าง ๓ ศอกคืบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส แต่ออกไปถึงผนัง ๕ ศอก ข้างพระบาทออกไปถึงผนังขวา ๖ ศอกคืบ ซ้าย ๖ ศอกคืบ พระบาทยาว ๓ ศอก ๑ (ต้นฉบับโดนลบ)
     ครั้งนั้นขุนเทพสุภาคนหนึ่ง นายบุนนากคนหนึ่ง กับผู้มีชื่อ ๓ คนคบคิดกันเป็นสมัครพรรคพวก พากันลงไปตีเกวียนชาวสัปรุสที่ทุ่งงิ้ว จับตัวได้ส่งไปชำระเป็นสัจ ทรงเห็นว่าขุนเทพสุภากับผู้มีชื่อ ๓ คนทำละเมิดพระราชกำหนดกฎหมาย ให้เป็นเสี้ยนหนามกับศาสนา จึงสั่งให้ลงพระราชอาญาตามโทษสนุดทษ แต่ขุนเทพสุภานั้น ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ตัดตีนสินมือเสียจนสิ้นชีวิต แต่นายบุนนากกับผู้มีชื่อ ๓ คนนั้นให้ตัดศีรษะเสียบไว้ที่ตะพานบางโขมด


วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตำนานพระพุทธบาท ตอนที่ 3

วันขึ้นพุธ (๔) (ไม่แน่ใจในการตีความนะคะ) ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ จุลศักราช ๑๑๔๖ ปีมะโรง สัมฤทธิศก ขุนสัจพันธคีรี ขุนอิินทพิทักษ์ ขุนธัมการ ปะขาวเพ่ง นั่งพร้อมกัน บนที่ทักษิณโรงประโคม จึงบอก (ต้นฉบับเดิมลบเลือนอ่านไม่ได้ความ) ได้ทำราชการมาแต่ครั้งบรมโกศ มาจนถึงพระที่นั่งสุริยามรินท์ จึงเอาตำรารายจดหมายอย่างธรรมเนียมท้องที่อำเภอพระพุทธบาทแต่ก่อนนั้นมาส่งให้ฉันเป็นอย่างธรรมเนียมมาแต่ก่อน ขุนหมื่นกรมการค่าพระพุทธบาทนั้น ขุนยกบัตร ข้าหลวงกำกับท่านมาตั้งแต่กรุงเทพมหานคร ครั้นเมื่อเทศกาลถือน้ำ ขุนยกบัตรนั้นได้ลงไปถือน้ำกรุงเทพมหานครทุกปี ถ้าและราษฎรชาวบ้านจะร้องฟ้องหาความแก่กันด้วยความสิ่งใดๆ ถ้าและเป็นความแพ่งสลักหลังฟ้องส่งให้ขุนเทพสุภาชลธีหมื่นสรีพุทธบลราชรักสาเอาไปพิจารณา ถ้าเป็นความอาญาประทับฟ้องส่งให้ขุนเฉลิมราชปลัดเอาไปพิจารณา ถ้าเป็นควมมหันตโทษนครบาลประทับฟ้องส่งให้หมื่นชินบาลชาญราชรักษาเอาไปพิจารณา ถ้าเป็นความด้วยไร่นา ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนา ได้เอาไปพิจารณา ถ้าจะให้เรียกเงินทองวิวาทแก่กัน ขุนอินทพิทักส์ ขุรพรหมรักสา หมื่นพิทักส์สมบัติ หมื่นพิทักส์รักสา เอาไปพิจารณา เป็นสัจด้วยความสิ่งใดๆ ส่งสัจไปบริบนเมืองลพบุรี เมืองสระบุรี นะเมืองนครขีดขินนี้แต่ก่อนเป็นเมืองคู่ปรับกัน ครั้นมาเมื่อครั้งบรมโกศได้เสวยราชสมบัติ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทจึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ข้าหลวงขึ้นมาเป็นที่ยกบัตรนั้นไม่ยืนนานปีหนึ่งตายสองปีตาย แต่นี้สืบไปเมื่อหน้าให้จัดขุนหมื่นข้าพระพุทธบาทเป็นที่ขุนยกบัตรบ้างเถิด แล้วให้ขุนยกบัตรขึ้นไปถือน้ำกรุงเทพมหานครเลย ให้ถวยบังคมเทียนพรรษาซึ่งจบพระหัตถ์ขึ้นมานั้นให้พร้อมกัน ถ้าผู้ใดขาดมิได้ถวยบังคม มีโทษถึงสิ้่นชีวิต ถ้าและพิจารณาเนื้อความอันใด เป็นความมโนสาเร่ ก็ให้ว่ากล่าวกันให้เสียให้สำเร็จแต่ในพระพุทธบาทนี้เถิด ถ้าและเป็นความมหันตโทษ พิจารณาเป็นสัจความข้อใหญ่นั้นให้บอกส่งสัจลงไปปรับยังลูกขุนศาลาหลวงพิจารณามิตกลงกันให้บอกส่งลงไปยังลูกขุนศาลา อย่าให้(ต้นฉบับโดนลบ) เมืองสระบุรีเหมือนยังแต่ก่อนเลย เป็นตำแหน่งเมืองนครขีดขินอยู่ก็จริงแต่ว่าขุนหมื่นเหล่านี้ได้รักษาประพุทธบาทอยู่ด้วย จะให้ขึ้นแก่ผู้รั้งกรมการเมืองใดหามิได้ จึงขาดแต่วันนั้นมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์ จึงมิได้ไปปรับ ณ เมืองลพบุรี เมืองสระบุรีแต่ครั้งนั้นมา
     อนึ่งแต่โบราณมา เมื่อยังมีอำเภอพระพุทธบาท มีกรมการสำหรับเมืองขีดขินนั้น ๘ คน หลวงสรวัราชธานีศรีบริบาลคนหนึ่ง ขุนเฉลิมราชปลัดคนหนึ่ง ขุนเทพยกบัตรคนหนึ่ง ขุนเทพสุภาคนหนึ่ง ขุนจ่าเมืองคนหนึ่ง ขุนสัสดีคนหนึ่งขุนอินทเสนาคนหนึ่ง ขุนพรหมเสนาคนหนึ่ง มีพรานคนหนึ่ง เมื่อจะพบฝ่าพระพุทธบาทครั้งนั้น ท้ายอภัยทสราชได้เสวยราชสมบัติในกรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ไปไหว้พระบาทเมืองลังกาจึงมีลายเข้ามาว่ามีพระพุทธบาทอยู่ ณ กรุงเทพมหานครอยู่ในเขาสัจพันบรรพต ในแว่นแคว้นปรันตะปะนครราชธานีไปจากปะรันตะปะนครนั้น หนทางประมาณ ๓๐๐ เส้น ครั้นพระสงฆ์กลับเข้ามาแต่เมืองลังกา จึงถวยพระ (ต้นฉบับโดนลบ) แต่พระมหากษัตรธิราชเจ้า จึงให้ไปหาบนยอดเขาสัจพันธ์ (ต้นฉบับโดนลบ) เรื่องราวแต่นายพรานจึงพบฝ่าพระพุทธบาท มีศิลาเป็นลิ้นถอดกปิดอยู่ มีน้ำขังอยู่ในรอยแต่พอเนื้อนกกินได้ ครั้นนายพรานยิงเนื้อถูกเข้าลำบาก เนื้อนั้นก็วิ่งไปถึงฝ่าพระพุทธบาทได้กินน้ำในรอยก็หายดีไป นายพรานนั้นเป็นเหตุประหลาดอยู่ เข้าไปดูเห็นศิลาลิ้นถอดมีน้ำขังอยู่ นายพรานจึงตักน้ำนั้นมากิน นายพรานเป็นเกลื้อนกลากก็หายหมดนายพรานจึงวิดน้ำเสียให้แห้งแล้วจึงเห็นพระลัษณะสำคัญว่ารอยคนโบราณ นายพรานก็นิ่งความไว้ ครั้นพระสงฆ์ถวายพระพร นายพรานนั้นนำไปจึงพบฝ่าพระพุทธบาท ท่านจึงให้ก่อเป็นผนังทำเป็นหลังคามุงกระเบื้องไว้อย่างวัดเจ้าพนังเชิง ท่านจึงให้ตั้งขุนหมื่นไว้ให้รักษาพระพุทธบาท เอานามพระสัจพันธคีรีตั้ง จะตั้งเป็นพระก็ไม่ได้ จะตั้งเป็นหลวงก็ไม่ได้ด้วยท่านได้อรหัตแล้ว จึงตั้งเป็นขุนสัจพันธคีรีนพคูหาพนมโขลน จึงตั้งหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นแผ้วอากาศ หมื่นชินธาตุ หมื่นสรีสัปรุส ๔ คนนั้นรักษาประมณฑป ให้บังคับบัญชาว่ากล่าวปะขาวในมณฑป จึงตั้งนายประตู ๔ นาย หมื่นราชชำนาญมุนินท์ หมื่นอินทรักษา หมื่นบุญชาเจดียื หมื่นศรีพุทธบาล จึงตั้งขุนหมื่นรักษาคลัง ๔ นาย ขุนทินพิทักษ์ ขุนพรหมรักษา หมื่อนพิทักษ์สมบัติ หมื่นพิทักษ์รักษา ในครั้งนั้นแต่ก่อนมีผ้าทรงนารายณ์ผืนหนึ่ง ม่านปักวันทองผืนหนึ่ง สำเภาทองมียนต์ลำหนึ่ง ช้างทองคำตัวหนึ่ง ม้าทองคำตัวหนึ่ง กวางทองคำตัวหนึ่ง ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ๓ ต้น ทองต้นหนึ่ง เงินต้นหนึ่ง นากต้นหนึ่ง มีปืนใหญ่ ๒ กระบอก หามแล่น ๒ กระบอก ขากนกยาง ๒ กระบอก ๖ กระบอกสำหรับคลัง จึงตั้งหมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ ๔ คนนี้สำหรับประโคมยามทั้งกลางวันกลางคืนทุกวันมิได้ขาด ขุนธัมการนั้นได้ตราจตราว่ากล่าวพระสงฆ์สามเณรปะขาวรูปชีซึ่งวิวาทแก่กันเป็นกระทรวงธรรมการๆ นั้นมีตราตั้งมีเสมาธรรมจักร ประเสด็จได้ตั้ง หมื่นจิตรจอมใจราชนั้นสำหรับไปเบิกน้ำมันหลวงขึ้นมาตามถวายพระพุทธบาท หลวงจังหวัดไพรี หมื่นศรีไพรสนท์ เป็นพรานสำหรับป่าได้นำเสด็จ หมื่นทิพชลธี หมื่นพันธคีรีคงคา ได้รักษาอ่างแก้วเชิงเขา หมื่นศรีชลธารได้รักษาอ่างทองแดง หมื่นศรีวารได้รักษาตำหนักพระราชวังหลวง ครั้นเวลาเช้าเย็นไล่วานรมารับประราชทานเข้าสุกทุกเวลา กว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ากรุงเทพมหานคร หมื่นศรีรักษาได้รักษาตำหนักกระมพระราชวังหน้า พันบลอุโบสถได้รักษาพระอุโบสถ หมื่นพรหมพันทด พันทอง พันคำ ๔ คน สำหรับได้ว่ากล่าวข้าพระโยมสงฆ์ให้สีซ้อมจันหันนิจภัต ถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ เขา จังหวัดพระพุทะบาทองค์ละ ๓๐ ทนาน พระมหามงคลเทพมุนี ได้เงินเดือนๆ ละ ๔ ตำลึง ๑๐ สลึง พระสงฆ์อันดับได้เดือนละ ๖ สลึง ขุนหมื่นพันทนย ตั้งไว้สำหรับพระพุทธบาท ๒๗ คน จึงยกเอากรมการสำหรับปะรันตะปะนครราชราชธานีนั้นขึ้นมารักษาพระพุทธบาทด้วย หลวงสารวัตรราชธานีศรีบริบาลเป็นจางวาง ขุนเฉลิมราชปลัด พันสารวัต ขุนเทพยกบัตรตั้เป็นขุนศรีพุทธบาลยกบัตร ขุนเทพสุภานั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทนั้น กับตำรวจใน ๒ คน กำกับกันไปรักษาน้ำศิลาดาษ จึงตั้งว่าขุนเทพสุภาชลธี หมื่นรองสภานั้นเป็นหมื่นศรีพุทธบาลราชรักษา เป็นปลัดขุนยกบัตร ขุนจ่าเมืองนั้นตั้งเป็นขุนชินบาลชาญราชรักษา เป็นปลัดขุนสัจพันธคีรี ขุนสัสดีตั้งเป็นเหมื่นมาศคีรีสมุห์บัญชี แต่ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนาคงที่เดิมแต่ก่อนมา หลวงสารวัตถือตรารูปองคต ขุนสัจพันธคีรีถือตรารูปคนถือดอกบัวถือเทียนข้างหนึ่ง ขุนเฉลิมถือตรารูปช้าง ขุนยกบัตรถือตรารูปคนถือโคม ขุนเทพสุภาถือตรารูปหงส์ ขุนชินบาลถือตรารูปคนถือดอกบัว ขุนอินทรเสนาถือตรารูปคนถือเชือก ขุนพรหมเสนาถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นพระพุทธบาลถือตรารูปคนถือทาง หมื่นมาสคีรีถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นสุวรรณปราสาทถือตรารูปมณฑป ขุนอินทพิทักษ์ถือตารรูปคนถือพาน ขุนพรหมรักสาถือตราดอกบัว หมื่นพิทักส์สมบัติถือตรารูปสิงห์ หมื่นพิทักรักษาถือตรารูปตะไกร ขุนสารวัตรขุนสัจพันธคีรี ขุนหมื่น ทั้งนี้ท่านมหาดไทยได้ตั้ง แต่ท่านขุนยกบัตรนั้น ท่านกรมวังได้ตั้งแต่เดิมมา มีทั้งพระกัลปนาตราพระราชสีห์ พระธัมนูญ พระธัมสาสตร์ หลักอินทภาส ไว้สำหรับให้ว่าเนื้อความตามตำแหน่งแมืองปะรันตะปะนครราชธานีแต่ก่อนมาทุกๆ พระองค์ ซึ่งหลวงสารวัตราชธานีสรีบริบาล ได้พินัยจ่ายราชการกึ่งหนึ่ง ขุนสัจพันธคีรีได้ค่าที่นั่งตำลึงหนึ่ง ขุนยกบัตรค่าที่นั่ง ๘ สลึง ถ้าเป็นความแพ่งได้ค่าที่นั่งกึ่งหนึ่ง เป็นอย่างทำเนียบสืบๆ กันมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์