| การเขียนโครงการ: จากแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ Project Writing: From idea into Practice. | |||
| |||
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สำหรับการเขียนโครการค่ะ เพื่อให้รองรับการประเมิน SAR จริงๆ คิดว่า จะมีแบบที่เหมาะมากกว่านี้อีกนะคะ
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เก็บมาฝากค่ะ
ผลการวิจัยพบว่า : สังคมโดยรอบ มีผลต่อผู้เรียนไม่ว่าจะเป็น ผู้สอน, เพื่อน, ผู้บริหาร, ผู้ร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของไวก็อตสกี้ ที่เชื่อว่า ปรากฏการณ์ ทางจิตวิทยาเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กันในสังคม ซึ่งปรากกฏในรูป ความสัมพันธ์ภายในสังคม, แบบจำลองภายในสังคม เช่น สัญลักษณ์, ป้าย, และข้อกำหนดทางสัทศาสตร์
ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต
ชีวิตเรามันต้องขึ้นอยู่กับธรรมะ ธรรมะต้องเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงและควบคุมจิตใจตลอดเวลา ซึ่งก็เหมือนกับว่ามีเกราะเพชร 7 ชั้น ป้องกันภัย อันตราย ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา สภาพของในนั้นเหมือนกระดาษซับ สามารถซับน้ำหมึกดำได้ น้ำหมึกแดงได้ เมื่อซับเข้ามันก็อยู่ในกระดาษนั้นตลอดเวลา ฉันใด ใจคนก็เหมือนกันฉันนั้น รับทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่ว เอามาไว้ในใจตัว บุคคลใดที่รับเรื่องดีมาก จิตใจก็เป็นสุข ถ้ารับเรื่องชั่วมาก จิตใจก็เป็นทุกข์ หาความสุข ความเจริญไม่ได้
จากศิลปะแห่งความเป็นมนุษย์ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทะภิกขุ)
ศิลปะแห่งการครองใจคน : คนอ่อนแอสามารถเข้าถึงคนได้ทุกเหล่า และนำคนกระด้านมาใช้ได้ แต่...คนแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำคนอ่อนโยนมาใช้ได้ มนุษย์เราต้องทำหน้าที่แผ่เมตตา ให้คนอื่นมีสุข เพราะตัวเราเองก็ยังต้องการอย่างนั้น จึงควรทำในสิ่งที่เราปรารถนาให้ต่อผู้อื่นบาง ถ้าเรารักและปรารถนาดีต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจเขาก็จะรัและปรารถนาดีต่อเรา และไม่เกลียดเรา แต่ถ้าเราแสดงความเกลียดต่อเขา ผลก็คือ...เขาจะเกลียดตอบเรานั่นเอง
ศิลปะแห่งการงาน : งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขในขณะทำงาน, ตื่นตัว ว่องไว ก้าวหน้า ทำงานแข่งกับเวลา พัฒนาตนเองและสังคม, นิสัยอันไม่ดีของพวกเราอีกอย่างคือ เป็นคน เลือกงาน ตีราคาของตัวเองสูงเกินไป จนไม่มีงานที่เหมาะสมทำเลย อย่างนี้ไม่ดี จึงนึกเสียใหม่ว่า... ไม่มีใครกระโดดขึ้นตึกได้โดยไม่มีบันได ทุกคนจะต้องเดินขึ้นไปทีละขั้น จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง
ศิลปะแห่งการคบมิตร : เวลาใดเราขาดความไว้วางใจต่อเพื่อน เรามีอะไรซ่อนอยู่ในใจ เกี่ยวกับความประพฤติ ความเห็นของเพื่อน และเรารู้สึกไม่ชอบใจ เก็บความไม่ชอบใจเอาไว้ มันจะประทุษร้ายใจตนเอง และอาจจะประทุษร้ายต่อเพื่อนด้วย แสดงว่าเราไม่ซื่อสัตย์ต่อเพื่อน เราควรเปิดเผยต่อเพื่อนของเรา แสดงความรู้สึกต่อเพื่อนอย่างจริงใจ ถ้าเราเป็นคนหึงหวงและริษยา เราจะเป็นผู้ห่างเหินมิตรสหาย ถ้าเรามีมุทิตาในความสำเร็จของผู้อื่น เราจะเป็นที่รักของเพื่อนฝูง และจะมีความเจริญในมิตรภาพ
ศิลปะแห่งการครองเรือน : ในครอบครัว ถ้าหากว่าได้ประพฤติธรรม พ่อแม่ประพฤติธรรม ลูกประพฤติธรรม ถ้ามีคนงานที่เราจ้างมาทำงาน ก็สอนให้เขาประพฤติธรรม ให้ประพฤติดี ประพฤติชอบ บ้านนั้นก็จะกลายเป็นธรรมะไป ทุกคนในบ้านก็จะมีความสุข มีความสงบ ไม่มีความยุ่งยากลำบากเดือดร้อน พ่อบ้านแม่เรือนนั้นต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรียกว่าคนใจเดียวกันไม่ใช่สองใจ จึงมีหลักว่า....หากจะอยู่ด้วยกันด้วยความสุขนั้น ต้องมีความเชื่อเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน มีความเสียสละทัดเทียมกัน สามีภรรยาคู่นั้น ก็ชื่อว่ามีใจเดียวกัน
ศิลปะแห่งความเป็นข้าราชการ : ข้าราชการ คือ ผู้ที่ทำางานให้ประชาชนชื่นใจ มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อหน้าที่ ต่อบุคคล มีน้ำใจเสียสละ ภูมิใจ สุขใจ เมื่อได้ทำงานสุจริต ข้าราชการต้องบำเพ็ญบารมีในฐานะเป็นราชการ คือ ต้องสำนึกว่า...เราทำราชการเพื่อรับใช้ประชาชน เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนให้พ้นจากความทุกข์ยาก ยิ่งทำมากเท่าไรบารมีก็สูงขึ้น ความนิยมก็เพิ่มขึ้น ทำอะไรก็สำเร็จสมหมาย เพราะประชาชนเลื่อมใส จะทำอะไรก็ได้รับความร่วมมือร่วมใจ นั่นคือ... การบำเพ็ญบารมีที่ถูกต้องของข้าราชการ
จิตสำนึกความเป็นครู
จิตสำนึกความเป็นครู คืออะไร?
จิตสำนึก : ภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัว สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้งห้า
ครู : ผู้สั่งสอนศิษย์
ครูพึงปฏิบัติตามหลักปฏิบัติ โดยตั้งตนอยู่ในธรรม 5 ประการของผู้แสดงธรรม
- จัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีขั้นตอนถูกลำดับ
- จับจุดสำคัญมาขยายให้เข้าใจเหตุผล
- ตั้งจิตเมตตาสอนด้วยความปราถนาดี
- ไม่มีจิตเพ็งเล็ง มุ่งเห็นแก่อามิส
- วางจิตตรงไม่กระทบตนและผู้อื่น
- รู้จักรัก
- รู้จักให้
- รู้อภัย
- รู้เสียสละ
- วินัย
- วิชา
- วิธี
- วิจารณญาณ
- เวลา
ครู เป็นผู้ชี้ทางแห่งความรู้
ครู ต้องเป็นนักเทคโนโลยี
ครู ต้องรู้ภาษาอังกฤษดี
ครู ต้องเป็นนักจิตวิทยาการเรียนรู้
ครู ต้องเป็นนักเรียน
พระราชดำรัสเกี่ยวกับการศึกษา
“ท่านทั้งหลายคงจะตระหนักอยู่แล้วว่าการศึกษาเล่าเรียน เป็นเรื่องที่มีมีสิ้นสุด ผู้ปราถนาความเจริญในการประกอบกิจการงานจะต้องหมั่นเอาใจใส่แสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ล้าสมัย เสื่อมสมรรถภาพไป"
มธ. 23 ก.พ. 2504
"การประกอบกิจการงานหรือการดำเนินชีวิต จะใช้วิชาการที่ได้ศึกษามาแล้วเท่านั้นยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ"
มธ. 25 ต.ค. 2505
"การให้การศึกษาเป็นงานที่ละเอียด ซับซ้อน และกว้างขวางมาก จะต้องกระทำโดยอาศัยความรู้ ความสังเกต จดจำ และความฉลาดรอบคอบอย่างสูง ทั้งต้องอาศัยความเสียสละอดทน ความเพียรพยายาม ความสุจริต และความเมตตาอันกว้างขวางด้วยพร้อม จึงจะสำเร็จผลที่พึงประสงค์ได้"
มศว. มหาสารคาม 25 มิ.ย. 2519
"ต้องพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอาชีพไม่ใช่เพียงแต่ปลูกผัก ถั่ว งา ให้หลานเฝ้า แต่เป็นเรื่องของความอยู่ดีกินดี ความรู้การศึกษาที่กล่าว่าต้องช่วยให้การศึกษาดีขึ้น เพราะถ้าการศึกษาไม่ดี คนไม่สามารถทำงาน การศึกษาต้องได้ทุกระดับ ถ้าพูดถึงระดับสูง หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ถ้าไม่มีการเรียนชั้นประถม อนุบาล ไม่มีทางที่จะให้คนไทยขึ้นไปเรียนขั้นสูง หรือเรียนขั้นสูงไม่ดี ซึ่งเดี๊ยวนี้ก็ยังไม่ดี เพราะขั้นสูงนั้น ต้องมีรากฐาานจากขั้นต่ำ ถ้าไม่มีก็เรียนขั้นสูงไม่รู้เรื่อง"
5 ธ.ค. 2546
พระราชดำรัสของในหลวง-ข้อคิดในการใช้ชีวิต
- อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
- เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตามเราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย
- รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึง แบบแว่วๆ เท่านั้น
- หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอยู่ริมทางเสียบ้าง
- จงคิดการใด จงคิดให้ใหญ่ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
- หัดทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
- จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
- เรื่องเล่นเกมกับเด็กๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
- ใครจะวิจารณ์เราอย่างไรก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
- ให้โอกาสผู้ที่อื่นเป็นครั้งที่ "สอง" แต่อย่าให้ถึง "สาม"
- อย่าวิจารณ์จายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
- ทำตัวให้สบายอย่าคิดมากถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อะไรๆ มันก็ไม่สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
- ใช้เวลาน้อยๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือสิ่งที่ถูก
- เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
- คิดให้รอบคอบ ก่อนที่จะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
- เมื่อมีใครมาสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
- เป็นคนถ่อมตัว คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมาย ตั้งแต่เรายังไม่เกิด
- ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
- อย่าไปหวังเลยว่า ชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
- อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้" ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
- อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละ ยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่าๆ กับที่ หลุยส์ปาสเตอร์, ไมเคิล แองเจลโล, แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดาวินซี, ทอมัน เจฟเฟอร์สัน, หรือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขามีนั่นเอง
- เป็นคนในกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
- ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
- จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
- อย่าระดมสมองเพราะไอเดียวดีๆ ใหม่ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนเแปลงโลกได้ ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น
- คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อย่าเห็น
- ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
- คนึงถืองการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
- มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557
ความรู้ที่สรุปจากการอ่าน (3)
ด้านการร่วมงาน (collaboration) Tinzmann and others, 1990 ได้กล่าวถึงการร่วมงานหรือห้องเรียนแบบร่วมงาน (collaborative classroom) หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่เลียนแบบการทำงานในสังคมที่จะมีกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล้ก มีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
- การแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน (shared knowledge among teachers and students)
- การสับเปลี่ยนกันเป็นผู้เชี่ยวชาญระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน (shared authority among teacher and students)
- ครูเป็นผู้ประสานสัมพันธ์ (teachers as mediators)
- การจัดให้นักเรียนในกลุ่มีความรู้ความคิดเห็นแตกต่างกัน (heterogeneous grouping of students)
- ห้องเรียนเป็นชุมชนแห่งการทำงาานและเรียนรู้ร่วมกัน
- กิจกรรมการเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนในทุกๆ ด้าน
- ผู้เรียนตระหนักในความเป็นมา และความสำคัญของกิจกรรมการเรียนรู้
- หลักสูตรเป็นแนวทางพื้นฐานไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
- การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ริเริ่มสร้างสรรค์
- ผลการเรียนรู้ควรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
แนวโน้มการศึกษาไทยทั้งปัจจุบันและอนาคต
- การศีึกษาเป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพมีความสามารถเต็มศักยภาพ มีการพัฒนาที่สมดุลทั้งสติปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม เพื่อเสิรมสร้างการพัฒนาและการเจริญเติบโตทางการเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
- การศึกษาเป็นกระบวนการถ่ายทอดและเรียนรู้ในการที่จะสร้างสรรค์และพัฒนาคนทั้งในแง่ความรู้ ความคิด ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถสนองตอบทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติ ซึ่งประเทศที่ตอ้งการความก้าวหน้าต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและมีปัญหาเกี่ยวกับกำลังคนที่จะตอบสนองนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างมาก อันสืบเนื่องมากจากระบบและวิธีการจัดการศึกษาที่ไม่สามารถสร้างและกระจายโอกาส รวมทั้งคุณภาพการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคอุตสาหกรรมที่ผ่านมาและการก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรุ้ในทศวรรษที่ 21 ดังนั้นระบบการศึกษาของประเทศไทยจึงถูกท้าทายจากแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมค่อนข้างมาก
- พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) กล่าวว่า "มนุษย์มีชีวิตที่ดีที่มีประโยชน์ ก็จะต้องฝึก ต้องเรียนรู้.. การเรียนรุ้ การฝึกฝนพัฒนารนี้เป็นความพิเศษของมนุษย์ มนุษย์ที่ฝึกตนหรือมีการเรียนรู้ จึงเปลี่ยนแปลงไปและทำให้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย..."
- การศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนประเทศเป็นอย่างยิ่งเพราะการศึกษาเปรียบประดุจเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพของคน ซึ่งหากสังคมหรือประเทศใดประชาชนโดยเฉลี่ยมีการศึกษาอยู่ในระดับต่ำสังคมหรือประเทศนั้นก็จะด้อยการพัฒนากว่าสังคมหรือประเทศที่ประชาชนโดยเฉลี่ยมีการศึกษาอยู่ในระดับสูง
ข้อความที่สรุปจากการอ่าน (2)
ทฤษฎีของ Vygotsky มีลักษณะสำคัญ
- การเรียนแบบร่วมงาน (collaborative learning) หมายถึง การจัดกิจกรรมที่มีลักษณะการเรียนรู้จากการทำงานและการเรียนการสอนเป็นกลุ่ม โดยอาจเรียนแบบร่วมมือ (cooperative learning) ให้ผู้เรีนช่วยเหลือซึ่งกันและกันจนสามารถพัฒนากลวิธีในการแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ในที่สุด
- สแกฟโฟลดิ้ง (scaffolding) หมายถึง การช่วยเหลือ แนะนำ ที่ตรงกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้การพูดกับตนเอง (private speech) หรือการคิดถ้อยคำเกี่ยวกับปัญหาที่เป็นอยู่ เป็นแนวทาง ในการค้นพบแนวทางการทำงานและแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ในที่สุด
- การเชิญชวนให้เข้าร่วมและจัดระบบการทำงาน (Recruitment and management (to task))
- การทบทวนความเข้าใจในแนวทางการทำงาน (Representation and clarification (on task))
- การพิจารณางานอย่างรอบคอบ (Elaborating (in task))
- การสื่อความเข้าใจผ่านการเขียนหรือพิมพ์งาน (Meditation through print/text (about task))
- การสรุปงาน (Finishing (after work))
- การแก้ปัญหาร่วมกัน (Join problem solving) คือ การสร้างความกระตือรือร้นต่อสิ่งที่น่าสนใจ มีความหมายทางวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหรือไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกัน ระหว่างเด็กกับเด็กหรือเด็กกับผู้ใหญ่
- การสร้างความเข้าใจร่วมกัน (Inter subjectivity) คือ กระบวนการที่เริ่มจากผู้ที่มีความเข้าใจต่างกัน มาแลกเปลี่ยนความเข้าใจกัน และการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ในที่สุด การสร้างความเข้าใจร่วมกันจะสร้างความเข้าใจพื้นฐานสำหรับผู้ร่วมงานแต่ละคนในการติดต่อสื่อสารและสร้างทัศนะที่เหมาะสมต่อกันและผู้ใหญ่พยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันในขณะถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจของตนให้แก่เด็ก
- การตอบสนองอย่างอบอุ่น (warms and responsiveness) คือ การที่ผู้ใหญ่มีการตอบสนองต่อกิจกรรมต่างๆ ของเด็กอย่างชื่นชม และเป็นมิตรเพื่อให้เด็กรู้สึกมีความสุข กระตือรือร้นในการทำงานที่ท้าทายความสามารถของตน
- การเอาใจใส่ดูแลผู้เรียน (Keep the child in the ZPD) คือ การช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนด้วยการทำงานไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยทำได้ 2 ทาง คือ 1) การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กับความต้องการของเด็ก เช่น ถ้างานนั้นยากเกินไปก็ช่วยทำให้ง่ายขึ้น หรือถ้าเด็กเริ่มเบื่อก็นำเสนองานที่ท้าทายให้ 2) การสอดแทรกในจังหวะที่เหมาะสม คือ การให้ความช่วยเหลือ และการสอนเมื่อเด็กต้องการและคอยสังเกตอยู่ห่างๆ เมื่อเด็กทำงานได้แล้ว
- การส่งเสริมการกำกับตนเอง (promote self-regulation) คือ การสนับสนุนให้เด็กกำกับกิจกรรมที่ทำร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยกระตุ้นให้เด็กพยายามแก้ปัญหาจนสำเร็จได้ด้วยตนเองมากกว่าการให้คำตอบสำเร็จรูปและการออกคำสั่งให้เด็กทำตาม เพื่อให้เด็กสามารถทำงานโดยอิสระได้ในที่สุด
- การให้คำแนะำนอย่างกว้างๆ
- การบอกแนวทางในจุดที่เป็นปัญหา
- การให้แนวทางเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
- การจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้
- การสาธิตให้ดู
- การให้ข้อมูลป้อนกลับที่มีความหมายกับผู้เรียน หรือ ตรงตามปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนในขณะนั้น
- การวิเคราะห์งาน เพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจงานอย่างชัดเจนและทำให้งานดูง่ายขึ้น
- การทบทวนคำพูด หรือ ทบทวนความมุ่งหมายของสิ่งที่กระทำอยู่
- การยืดหยุ่นให้ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะการมีส่วนร่วมได้ตามความสนใจของเขา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)