ขอขอบคุณรุ่นพี่ที่เอามาแปะไว้ในเฟสนะคะ เรารวบรวมมาให้อีกทีจ้า ในบล๊อกจะได้ค้นกันง่ายๆ เวลาใช้กูเกิ้ลค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561
ของขวัญปีใหม่ให้ตัวเรา
โดย คุณจิตติมา รักนาค
นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพชำนาญการพิเศษ
ปีใหม่ คือ การเฉลิมฉลองต้อนรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ธรรมเนียมโดยทั่วไปนอกจากการจัดเลื้ยงเพื่อขอบคุณ เพื่อการกระชับความสัมพันธ์ เพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆ สิ่งดีๆ ที่จะเข้ามา หรือด้วยเหตุผลใดก็ตามมักจะต้องมีการกล่าวอวยพร มอบของขวัญให้แก่กันและกันด้วยความรู้สึกขอบคุณ ระลึกถึงผู้มีพระคุณ คนรอบข้าง ปีใหม่ในปีนี้ผู้เขียนเชิญชวนให้ทุกคนให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเราเอง
การให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเราเอง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ตัวเรา จิตใจของเรา หัวใจของเา การดำเนินชีวิตที่ผ่านไปในแต่ละปีย่อมพบเจอทั้งสุขและทุกข์ พบสิ่งที่พอใจและสิ่งที่ไม่พอใจ พบความสนุกสนานและพบกัยความเศร้า ความระทมทุกข์ พบความสำเร็จและความผิดหวัง เมื่อจะเริ่มต้นปีใหม่เราจึงควรให้ของขวัญตัวเาที่สามารถนำพาชีวิตฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ตนเองที่จะนำพาชีวิตของเราไปสู่จุดหมายปลายทางในปีต่อไป
ก่อนที่จะพิจารณาให้ของขวัญตัวเอง ผู้เขียนเชิญชวนให้ท่านได้พิจารณาสำรวจตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมาท่านได้ทำสิ่งใดบ้างให้กับชีวิตของตัวท่านเอง และคนรอบข้าง เช่น
1. ท่านได้รับผิดชอบงานในห้านที่อย่างเต็มที่หรือไม่
2. ท่านได้รับผิดชอบครอบครัวของท่านได้เป็นอย่างดีหรือไม่
3. ท่านได้ทำสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่นบ้างหรือไม่
4. ท่นได้ทำร้ายจิตใจผู้อื่นบ้างหรือไม่
5. ท่านได้สร้างบุญกุศลบำรุงศาสนาหรือไม่
6. ท่านได้เสียสละ มีจิตอาสาทำสิ่งดีโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือไม่
ยังมีคำถามอีกมากมายที่เราควรได้ตั้งคำถามแก่ตนเอง ถ้ามีสิ่งใดที่ไม่ได้ทำหรือทำไม่ดีจะได้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขและเติมเต็มสิ่งดีให้เกิดในปีต่อไป นั่นคือ การให้ของขวัญอันล้ำค่าให้แก่ชีวิตตนเองด้วย
ปีใหม่นี้ให้ของขวัญตัวเองด้วยการสำรวจตนเอง หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อแก้ไข ปรับปรุงให้เราเดินทนงไปสู่สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อได้บทสรุปที่เราจะทำต่อไปในปีใหม่นี้จึงค่อยไปหาของขวัญปีใหม่ให้แก่ตัวเรา เช่น การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ โทรศัพท์มือถอื นาฬิกา เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ หรือเป็นของที่อยากได้ตามความชอบของตัวท่าน และขออำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านสุขกายสุขใจ ปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นทุกประการ สำหรับนักศึกษา มสธ. ขอให้สอบผ่านและสำเร็จการศึกษาโดยเร็ววัน
นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพชำนาญการพิเศษ
ปีใหม่ คือ การเฉลิมฉลองต้อนรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ธรรมเนียมโดยทั่วไปนอกจากการจัดเลื้ยงเพื่อขอบคุณ เพื่อการกระชับความสัมพันธ์ เพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆ สิ่งดีๆ ที่จะเข้ามา หรือด้วยเหตุผลใดก็ตามมักจะต้องมีการกล่าวอวยพร มอบของขวัญให้แก่กันและกันด้วยความรู้สึกขอบคุณ ระลึกถึงผู้มีพระคุณ คนรอบข้าง ปีใหม่ในปีนี้ผู้เขียนเชิญชวนให้ทุกคนให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเราเอง
การให้ของขวัญปีใหม่แก่ตัวเราเอง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ตัวเรา จิตใจของเรา หัวใจของเา การดำเนินชีวิตที่ผ่านไปในแต่ละปีย่อมพบเจอทั้งสุขและทุกข์ พบสิ่งที่พอใจและสิ่งที่ไม่พอใจ พบความสนุกสนานและพบกัยความเศร้า ความระทมทุกข์ พบความสำเร็จและความผิดหวัง เมื่อจะเริ่มต้นปีใหม่เราจึงควรให้ของขวัญตัวเาที่สามารถนำพาชีวิตฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ตนเองที่จะนำพาชีวิตของเราไปสู่จุดหมายปลายทางในปีต่อไป
ก่อนที่จะพิจารณาให้ของขวัญตัวเอง ผู้เขียนเชิญชวนให้ท่านได้พิจารณาสำรวจตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมาท่านได้ทำสิ่งใดบ้างให้กับชีวิตของตัวท่านเอง และคนรอบข้าง เช่น
1. ท่านได้รับผิดชอบงานในห้านที่อย่างเต็มที่หรือไม่
2. ท่านได้รับผิดชอบครอบครัวของท่านได้เป็นอย่างดีหรือไม่
3. ท่านได้ทำสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้อื่นบ้างหรือไม่
4. ท่นได้ทำร้ายจิตใจผู้อื่นบ้างหรือไม่
5. ท่านได้สร้างบุญกุศลบำรุงศาสนาหรือไม่
6. ท่านได้เสียสละ มีจิตอาสาทำสิ่งดีโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือไม่
ยังมีคำถามอีกมากมายที่เราควรได้ตั้งคำถามแก่ตนเอง ถ้ามีสิ่งใดที่ไม่ได้ทำหรือทำไม่ดีจะได้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขและเติมเต็มสิ่งดีให้เกิดในปีต่อไป นั่นคือ การให้ของขวัญอันล้ำค่าให้แก่ชีวิตตนเองด้วย
ปีใหม่นี้ให้ของขวัญตัวเองด้วยการสำรวจตนเอง หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อแก้ไข ปรับปรุงให้เราเดินทนงไปสู่สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อได้บทสรุปที่เราจะทำต่อไปในปีใหม่นี้จึงค่อยไปหาของขวัญปีใหม่ให้แก่ตัวเรา เช่น การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ โทรศัพท์มือถอื นาฬิกา เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ หรือเป็นของที่อยากได้ตามความชอบของตัวท่าน และขออำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านสุขกายสุขใจ ปรารถนาสิ่งใดขอให้ได้สิ่งนั้นทุกประการ สำหรับนักศึกษา มสธ. ขอให้สอบผ่านและสำเร็จการศึกษาโดยเร็ววัน
วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ตำนานพระพุทธบาท (ตอนที่ ๔)
ถ้าและผู้ใมิใช่ภูมิชาติจะได้รู้จักตำแหน่งเมืองปะรันตะปะนคร นั้นหามิได้ ด้วยตำแหน่งเมืองตกมาช้านานแต่ละครั้ง พระยากาลราชนั้นแล้ว เมืองนั้นมีคู ๒ ชั้น มีประตู ๔ ประตู ๆ ช่องประตูชัย ประตูน้ำ ประตูผี มีเสามีประตู ๔ ประตู ตลุงช้างเผือกโคกปราสาทเสาหนึ่ง มีศีรษะคนโบราณอยู่ศีรษะหนึ่ง ใหญ่ประมาณ ๘ กำ มีกำแหน่งวัด ๑๕ วัด วัดธัมเสนา วัดสารภี วัดสัก วัดมหาโลก วัดโปกบ้านหม้อ วัดหัวตะพาน วัดแจงนางเพียร วัดนางผล วัดเกตุ วัดสุด วัดขวิด วัดหลวง วัดนาค วัดพระนอน วัดพี่น้อย วัดนนซี มีตำแหน่งบ้าน ๒๑ บ้าน บ้านตลาดน้อย บ้านหัวตะพาน บ้านขนอนสาซ่อง บ้างไหย่ บ้านโขมด บ้านน้อย บ้านเกาะสารภี บ้านไร่ บ้านกะมัง บ้านปลาขวัน บางยานี บางขมิ้น บ้านมาบโพ บ้านขวาง บ้านมะกอก บ้านม้อน บ้านหนองจิก บ้านกนองสะแก บ้านเคร่าครับดัง แต่เมืองนครขีดขินออกไปถึงพูสงครีบหนทาง ๔๕ เส้น แต่พูสงครีบไปถึงพูนรายน์หนทาง ๓๐ เส้น แต่พูนรายน์ไปถึงธารถวายสรหนทาง ๒๐๐ เส้น
อันหนึ่งตำแหน่งได้ทำทำนบน้ำธารทองแดงนั้นคื ริทธานนท์ พนพิจิตร์ หลวงสรียศ ได้คุมไพร่หลวงขึ้นมาทำทำนบธารกเสมสำหรับตำบลนั้น เมืองลพบุรีได้ทำทำนบศิลาดาดค้างไว้นั้น ข้าพระพุทธบาทได้ทำนบสวนมะลิ ทำนบเจ้าพระนำเมืองนั้น เมืองสระบุรีได้ทำอันหนึ่ง
ตำแหน่งทำทางรับเสด็จพระราชดำเนินนั้น ข้าพระพุทธบาทได้ทำแต่ลานพระลงไปถึงตำหนักนารายน์ท้ายสะยอ แต่ตำหนักนารายน์เป็นเจ้าลงไปถึงโป่งนางงามนั้น เมืองลพบุรีได้ทำแต่โป่งนางงามลงไปถึงบางโขมดนั้น ข้าหลวงผู้กำกับกรมการหัวเมืองบันดา ซึ่งมาด้วยรับเสด็จนั้น ได้ช่วยกันระดมแต่บางโขนดลงไปมาบกะทุ่มนั้น เมืองสระบุรีได้ทำมาแต่มาบกะทุ่มลงไปถึงท่าเจ้าสนุกนั้น ขุนนครได้ทำ
ครั้นเสด็จพระราชดำเนิน ขุนเฉลิมขุนหมื่นทั้งปวงนั้นได้รับเสด็จที่ตำหนักนารายน์ ครั้นเสด็จขึ้นมาถึงพระพุทธบาทแล้ว เมืองลพบุรีได้ไปจูงเชือกท่าวัด เมืองสระบุรีได้ไปจุกช่องทางเขาทส เมืองไชยบาดาลได้ไปจุกท่างทุ่งแฝก ตำรวจ ๓ คน กับหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นชินธาตุ หมื่นสรีรักสา ลงไปตั้งด่านอยู่เขาตก เมืองลพบุรีตั้งด่านอยู่ห้วยมันหวาน ได้ตรวจดูลูกค้าวานิชเอาเต่าปลาไก่นกสัตว์อันมีชีวิตชีวาขึ้นมาซื้อขายให้จับเอาตัวไ้ทำโทษตามข้อละเมิด ผู้ใดไปมาผิดเวลาให้คุมเอาตัวไปส่งให้กะหลวงพัน เมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับลงไปน้นแต่บรรดาข้าทูลละอองซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปนั้น ให้ดูตราขุนพรมจงทุกคน ถ้าผู้ใดมิได้เสียค่าพระกัลปนา มิได้มีโฉนดฎีกาขนพรหมเสนาลงไปให้เอาตัวไว้ เรียกเอาค่าพระกัลปนาเฟื้องหนึ่ง
อนึ่งเมื่อจะขึ้นไปนมัสการนั้น ห้ามมิให้แปลกปลอมกันให้พระสงฆ์เถรสามเณรไปเวลาหนึ่ง ผู้ชายผู้หญิงไปเวลาหนึ่ง
อนึ่งบนทักษิณนั้นท่านห้ามมิให้ผู้ชายผู้หญิงขึ้นไปพูดจากันแต่สองต่อสอง ถ้าผู้ใดมิฟังมีผู้จับตัวได้เอาไปส่งให้ขุนธัมการ ขุนธัมการเอาตัวไปมัดไว้พิหารวัดป่าเลไลย
อนึ่งเมื่อจะเสด็จขึ้นนมัสการนั้น ขุนอินทพิทักส์ชาวคลัง ขุนพรหมพิทักส์ชาวคลัง เชิญเอาผ้าทรงนารายณ์กับม่านปักวันทองกับสำเภาทองยนต์คืนมาไว้รับเสด็จ ครั้นเมื่อเสด็จออกจากมณฑปแล้วทรงนั่งอยู่ที่ทักษิณ ขุนอินทพิทักส์ ขุนพรหมรักสา จึงเอาพระกัลปนาออกมาส่งให้ราชบัณฑิตถวาย
ในต้นพระกัลปนานั้นว่า พระตรีภูวนาถพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ องค์สมเด็จพระนารายณ์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ มีพระราชโองการสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้ชุมนุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตปโรหิตพราหมณ์ ให้ตั้งพระกัลปนาตราพระราชสีห์ไว้สำหรับพระพุทธบาท อย่าให้ผู้ใดกะเกณฑ์เอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปใช้สอยนอกกว่าพนักงานห้ามมิให้ผู้ใดเอาไปทำตะพานบางขโมด ถ้าและผู้ใดไม่ฟังเบียบเบียนบังเอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปเป็นอาณาประโยชน์ของตัวนั้น ให้ตกนรกแสนกัปอนันตชาติ อย่าได้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวิรุติโรค ๙๖ ประการ ตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้นให้ฉิบหายไปด้วยราชภัย โจรภัย อุทกภัย ปิศาจภัย ถ้าและผู้ใดจะเข้าไปทำมาหากินในท้องอำเภอพระพุทธบาท ทำไร่นาตัดเสาตัดหวายตัดฟืนทำยางฉีกตอก ลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง แต่ไม้ท่อนหนึ่งฟืนดุ้นหนึ่ง ก็ให้ขุนอินทเสนา ขุนพรหม เสนาเรียกเอาหัวป่าค่าที่เป็นค่ากัลปนามาแบ่งเป็น ๓ ส่วนเป็นของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ใดเรียกนั้นได้รับพระราชทาน ๑๐ ลส ๑ ถ้าและผู้ใดที่ได้เรียกค่ากัลปนา ท่านแช่งไว้ให้ตกนรกแสนกัปอนันตชาติอย่าให้ผู้รู้ผุดหรือเกิดเลย ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ถ้าและผู้ใดรุกที่ดินรุกแดนของพระเข้าไปชั่วองคุลีหนึ่งก็ดี ชั่วเมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งก็ดี ให้ผู้นั้นตกนรกหมกไหม้ในมหาอเวจีแสนกัปอนันตชาติ อย่าให้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวุติโรค ๙๖ ประการตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้น ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ดุจพรรณามาแต่หลังถ้าไพร่ข้าพระโยมสงฆ์จะเกิดวิวาทแก่กันขึ้นกับข้าหลวง และสังกะพักด้วยความสิ่งใดๆ โจทย์จับช้างม้าโคกะบือแก่กันก็ดี ถ้าและพิจารณาเป็นสัจ ถ้าข้าพระแพ้สงสัจไปปรับ ๆ มามีแต่สินไหม พินัยท่านให้ยกเสีย ท่านว่าข้าพระนั่นเป็นข้าหลวงใหญ่ ถ้าและข้าหลวงแพ้ปรับมามีทังสินไหมพินัย จะพรรณนาไปให้สิ้นในพระกัลปนานั้นมากนักจำไม่ได้
แต่หัวป่าค่าที่ที่นาคู่ละ ๑๐ สลึง ที่อ้อยไร่ละบาท ทำยางนั้น ๕ วันไปตักครั้งหนึ่งได้มา ๒ หาบ เรียกปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ตัดไม้แต่พร้าแบกปีหนึ่งเอาหนึ่งเฟื้อง ถ้าตัดเสาเป็นไม้ใหญ่ ปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ถ้าตัดสีฟันตัดหวยฉีกตอกลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง ถ้าผู้ชายเอาหนึ่งสลึง ผู้หญิงเอาหนึ่งเฟื้อง ที่ตลาดนั้น ร้านละ ๒ สลึง หาบของมาขายเอาหนึ่งเฟื้อง ยกพระราชทานให้หมื่นสนั่นพันเสนาะ ให้เป็นมากด้วยคน ๔ คนนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการนั้นให้ตระเวนไฟตามถนนตลาดได้ตรวจตราว่ากล่าวแล้วได้เก็บดอกไม้ทูลเกล้าฯ ถวยทุกวันมิได้ขาด
ขุนหมื่นทั้งนั้นโปรดให้พระราชทานปีหนึ่งเอาเงินมาให้คน ๑ ตำลึง ๒ บาท ไม่ได้ทำราชการเลยขาดตัวทีเดียว หลวงสารวัตร ๘ คน ขุนสัจพันธคีรี ๘ คน ขุนยกบัตร ๖ คน ขุนเฉลิม ๖ คน ขุนเทพสุภา ๑ คน ขุนชินบาล ๒ คน หมื่นสรีพุทธบาล ๒ คน หมื่นมาสคีรี ๒ คน หมื่นสรีสุวรรณปราสาท ๒ คน รวม ๑๐ คน ขุนหมื่นทั้งนั้นได้คนละ ขุนอินทพิทักส์ ๑ ขุนพรหมรักสา ๑ ขุนพิทักษ์สมบัติ ๑ หมื่นทิพรักสา ๑ ๔ คนนี้ได้ยกในเดือนๆ ละ คน เข้าเดือนเป็น ๑๐ ฬส
แต่ก่อนมาท่านตั้งง้าวข้าพระไว้ ๓ คน ปะขาวน้อย ๑ ปะขาวมะ ๑ ปะขาวหนัง ๑ ถ้าและวิวาทกันด้วยข้าพระโยมสงฆ์สมะสังกัดพรรคจะแบ่งปันฝ่ายพ่อแม่ว่ากล่าวมิตกลงกัน ให้ถามท่านผู้เฒ่า ๓ คนนัี้นว่าพ่อเป็นข้าพระแม่เป็นข้าหลวงหรือ ถ้าและท่านทั้ง ๓ คนนั้นว่าพ่อเป็นข้าพระแม่เป็นข้าหลวง จึงให้แบ่งปันกันฝ่ายพ่อแม่ ด้วยท่าน ๓ คนนัั้นรู้จักพงศาวดาร ว่าลูกคนนั้น หลานคนนั้นๆ เป็นปู่ย่าตายาย ได้รู้จักกำเนิดทั้งนั้นมา ท่านตั้งไว้เป็นง้าวข้าพระสืบต่อมา ถ้าและไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปต้องทุกข์ยากอยู่ที่ใดตำบลใด ให้เอาเงินของพระไปช่วยไถ่เอาไว้คงหมู่
เมื่อครั้งเกิดศึกกลางเมืองนั้น ขุนโขลนพาคุมเอาไพร่ ข้าพระไปช่วยรบร้อยหนึ่ง ครั้นสำเร็จราชการแล้ว จึงพระราชทานถาดหมากคนโทให้แล้ว พระราชทานให้มีคนสำหรับตามหลังไปกิจราชการ ๓๐ คน จึงพระราชทานเงินหลวงขึ้นมา ๑๐ ชั่ง ให้ไปช่วยไถ่ แต่บรรดาผู้ได้ไปต้องทุกข์ยากอยู่จะเป็นไพร่หลวง สมะสังกะพรรคก็ดี ซึ่งเจ้าขุนมูลนายมิได้ช่วยไถ่แล้วนั้น ให้ไปช่วยไถ่เอามาไว้เป็นข้าพระไถนาหลวงเอาข้าวขึ้นถวายพระสงฆ์ปีละเกวียนต้องด้วยทนายพัน แต่นั้นมาข้าพระจึงมาขึ้นแต่คงสกันถึง ๖๐๐ ครัว ขุนธรรมการ ๑ หมื่นสรีเกิด ๑ ปะขาวหยู่ ๑ อำแดงหมอน ๑ ปะขาวด้วง ๑ นายดิส ๑ พันทอง ๑ พันคำ ๑ พันจัน ๑ อำแดงเพียร ๑ ก็เอาพระเงินหลวงช่วยไถ่ เมื่อครั้งเจ้าเสียนั้น เงินหลวงช่วยไถ่ ๑๐ ครัว แต่บรรดาเงินพระเงินหลวงช่วยไถ่มานั้นหลายครัวจำไม่ได้ แต่เป็นที่ขุนโขลนมานั้นมากมายหลายคนแล้ว ขุนโขชลนป่าชมพู่นั้นเดิมเป็นราชาบาลอยู่ก่อน ครั้นมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นเป็นผู้รั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมาได้ปีหนึ่ง หลวงมหาดไทยนอกราชการมีตราให้หาลงมาจึงเป็นที่ขุนโขลนๆ เก่านั้นขัดรายผู้ร้ายไ้ ท่านว่างัดพระราชโองการจึงได้พิพากษาโทษไว้ครั้งหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้รั้ง ณ เมืองเพชร์บูรณ์ แต่เป็นขุนโขลนมาในครั้งบรมโกฏ ๖ คน เมื่อครั้งสุริยามรินท์ ๔ คน ขุนยกบัตร ๒ ขุนยกบัตรปู่ปะขาวแท้งนั้น ขุนยกบัตรปู่ขุนธรรมการนั้นนานมาจึงถึงขุนยกบัตรบุญรอดนั้นเป็นข้าหลวงกำกับเมื่อครั้งพระลายจักร์หายนั้น ท่านให้พระยายมราชขึ้นมากำกับพิจารณาเอาข้าพระมามัดผูกตีโบยที่ตึกสวนมะพร้าว เพลากลางคืนนั้นพระธาตุเสด็จออกจากยอดพระมณฑปใหญ่ประมาณเท่าลูกมะขวิด ครั้นถึงสวนมะพร้าวลอยนิ่งอยู่บนอากาศจึงหายไป พระยายมราชนั้นก็เกิดวิปริตต่างๆ
แต่ก่อนมีทั้งบ่อนเบี้ยนายอากรเหล้า เมื่อครั้งขุนไชยบาล นายอากรเหล้าฟ้องหากล่าวโทษนาลิ้ม กับผู้มีชื่อ ๔ คนว่า ต้มเหล้า จึงมีตราพระราชสีห์โปรดเกล้าฯ ขึ้นมาให้พิจารณาตามกระทรวง ครั้นขุนหมื่นกรมการข้าพระพุทธบาทพิจารณาคำท้องตราโจทย์จำเลยมีคำต่อกันไปมาพิจารณาไม่ตกลงกัน จึงบอกส่งลงไปยังท่านลูกขุนนะศาลา ท่านจึงส่งคู่ความไปยังศาลพระพัสดี ครั้นไปถึงศาลโจทย์จำเลยสมัครพรรคพวกกับจำเลย ๔ คน เสียเงินคนละ ๙ ตำลึง ๔ คน เป็นเงิน ๑ ชั่ง ๑๖ ตำลึง
แต่โบราณมามีต้นไม้ต้นหนึ่งใหญ่ประมาณ ๓ อ้อม มีดอกเท่าฝาบาตร ครั้นเพลาเช้า เพลาเย็นบาน กลางวันตูม เมื่อจะบานนั้นหันหน้าดอกเข้าไปข้างพระมณฑปทุกเพลามีสันฐานดอกนั้นเหมือนดอกทานตะวัน ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าแตงโมทำมณฑปขึ้นไปว่าต้นไม้นั้นกีดทรงพระมณฑปอยู่จึงฟันต้นไม้นั้นเสีย แต่วันนั้นไปท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโม ก็ตั้งแต่ลงโลหิตไปจนเท้าวันตาย
พระมณฑปนั้นสูง ๑๘ วา ๒ ศอกคืบ เงินดาดพื้น ๒๐๐ ชั่ง กระจกปูผนังข้างในใหญ่ ๒ ศอกคืบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส กระจกประดับผนังข้างนอก ๑๘๐ แผ่น กระจกประดับเสาใน ๓๒๐ ทองคำปูหลังคาลงมา ๖๒ ชั่ง ทองคำเปลว ๒๙๔,๖๐๐ แผ่น
ขุนหมื่นรักสาพระตำหนัก พระนครหลวงพรหมมนตรี ขุนทิพมนตรี ๑ ขุนเทพมนตรี ๑ รวม ๓ ขุนทิพราช ๑ ขุนเทพราช ๑ รวม ๒ หมื่นอินท์ ๑ หมื่นพรหม ๑ รวม ๒ เป็นธรรมเนียมมาแต่ครั้งบรมโกฏมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์
เมืองนครขีดขินในพระบาลีเรียกว่า ปะรันตะปะนครราชธานี จึงตั้งสมเด็จเจ้าตั้งว่า พระมหามงคลเทพมุนีสรีรัตนไพรวันปะรันตะประเทศทมเขตอรัญวาสี เมืองลพบุรีในพระบาลี เรียกว่า เมืองสังขบัต จึงตั้งสมเด็เจ้าตั้งว่า พระสังคราชา
พระมณฑปแต่ในลานกว้าง ๓ ศอกคืบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส แต่ออกไปถึงผนัง ๕ ศอก ข้างพระบาทออกไปถึงผนังขวา ๖ ศอกคืบ ซ้าย ๖ ศอกคืบ พระบาทยาว ๓ ศอก ๑ (ต้นฉบับโดนลบ)
ครั้งนั้นขุนเทพสุภาคนหนึ่ง นายบุนนากคนหนึ่ง กับผู้มีชื่อ ๓ คนคบคิดกันเป็นสมัครพรรคพวก พากันลงไปตีเกวียนชาวสัปรุสที่ทุ่งงิ้ว จับตัวได้ส่งไปชำระเป็นสัจ ทรงเห็นว่าขุนเทพสุภากับผู้มีชื่อ ๓ คนทำละเมิดพระราชกำหนดกฎหมาย ให้เป็นเสี้ยนหนามกับศาสนา จึงสั่งให้ลงพระราชอาญาตามโทษสนุดทษ แต่ขุนเทพสุภานั้น ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ตัดตีนสินมือเสียจนสิ้นชีวิต แต่นายบุนนากกับผู้มีชื่อ ๓ คนนั้นให้ตัดศีรษะเสียบไว้ที่ตะพานบางโขมด
อันหนึ่งตำแหน่งได้ทำทำนบน้ำธารทองแดงนั้นคื ริทธานนท์ พนพิจิตร์ หลวงสรียศ ได้คุมไพร่หลวงขึ้นมาทำทำนบธารกเสมสำหรับตำบลนั้น เมืองลพบุรีได้ทำทำนบศิลาดาดค้างไว้นั้น ข้าพระพุทธบาทได้ทำนบสวนมะลิ ทำนบเจ้าพระนำเมืองนั้น เมืองสระบุรีได้ทำอันหนึ่ง
ตำแหน่งทำทางรับเสด็จพระราชดำเนินนั้น ข้าพระพุทธบาทได้ทำแต่ลานพระลงไปถึงตำหนักนารายน์ท้ายสะยอ แต่ตำหนักนารายน์เป็นเจ้าลงไปถึงโป่งนางงามนั้น เมืองลพบุรีได้ทำแต่โป่งนางงามลงไปถึงบางโขมดนั้น ข้าหลวงผู้กำกับกรมการหัวเมืองบันดา ซึ่งมาด้วยรับเสด็จนั้น ได้ช่วยกันระดมแต่บางโขนดลงไปมาบกะทุ่มนั้น เมืองสระบุรีได้ทำมาแต่มาบกะทุ่มลงไปถึงท่าเจ้าสนุกนั้น ขุนนครได้ทำ
ครั้นเสด็จพระราชดำเนิน ขุนเฉลิมขุนหมื่นทั้งปวงนั้นได้รับเสด็จที่ตำหนักนารายน์ ครั้นเสด็จขึ้นมาถึงพระพุทธบาทแล้ว เมืองลพบุรีได้ไปจูงเชือกท่าวัด เมืองสระบุรีได้ไปจุกช่องทางเขาทส เมืองไชยบาดาลได้ไปจุกท่างทุ่งแฝก ตำรวจ ๓ คน กับหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นชินธาตุ หมื่นสรีรักสา ลงไปตั้งด่านอยู่เขาตก เมืองลพบุรีตั้งด่านอยู่ห้วยมันหวาน ได้ตรวจดูลูกค้าวานิชเอาเต่าปลาไก่นกสัตว์อันมีชีวิตชีวาขึ้นมาซื้อขายให้จับเอาตัวไ้ทำโทษตามข้อละเมิด ผู้ใดไปมาผิดเวลาให้คุมเอาตัวไปส่งให้กะหลวงพัน เมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับลงไปน้นแต่บรรดาข้าทูลละอองซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปนั้น ให้ดูตราขุนพรมจงทุกคน ถ้าผู้ใดมิได้เสียค่าพระกัลปนา มิได้มีโฉนดฎีกาขนพรหมเสนาลงไปให้เอาตัวไว้ เรียกเอาค่าพระกัลปนาเฟื้องหนึ่ง
อนึ่งเมื่อจะขึ้นไปนมัสการนั้น ห้ามมิให้แปลกปลอมกันให้พระสงฆ์เถรสามเณรไปเวลาหนึ่ง ผู้ชายผู้หญิงไปเวลาหนึ่ง
อนึ่งบนทักษิณนั้นท่านห้ามมิให้ผู้ชายผู้หญิงขึ้นไปพูดจากันแต่สองต่อสอง ถ้าผู้ใดมิฟังมีผู้จับตัวได้เอาไปส่งให้ขุนธัมการ ขุนธัมการเอาตัวไปมัดไว้พิหารวัดป่าเลไลย
อนึ่งเมื่อจะเสด็จขึ้นนมัสการนั้น ขุนอินทพิทักส์ชาวคลัง ขุนพรหมพิทักส์ชาวคลัง เชิญเอาผ้าทรงนารายณ์กับม่านปักวันทองกับสำเภาทองยนต์คืนมาไว้รับเสด็จ ครั้นเมื่อเสด็จออกจากมณฑปแล้วทรงนั่งอยู่ที่ทักษิณ ขุนอินทพิทักส์ ขุนพรหมรักสา จึงเอาพระกัลปนาออกมาส่งให้ราชบัณฑิตถวาย
ในต้นพระกัลปนานั้นว่า พระตรีภูวนาถพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ องค์สมเด็จพระนารายณ์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ มีพระราชโองการสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้ชุมนุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตปโรหิตพราหมณ์ ให้ตั้งพระกัลปนาตราพระราชสีห์ไว้สำหรับพระพุทธบาท อย่าให้ผู้ใดกะเกณฑ์เอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปใช้สอยนอกกว่าพนักงานห้ามมิให้ผู้ใดเอาไปทำตะพานบางขโมด ถ้าและผู้ใดไม่ฟังเบียบเบียนบังเอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปเป็นอาณาประโยชน์ของตัวนั้น ให้ตกนรกแสนกัปอนันตชาติ อย่าได้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวิรุติโรค ๙๖ ประการ ตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้นให้ฉิบหายไปด้วยราชภัย โจรภัย อุทกภัย ปิศาจภัย ถ้าและผู้ใดจะเข้าไปทำมาหากินในท้องอำเภอพระพุทธบาท ทำไร่นาตัดเสาตัดหวายตัดฟืนทำยางฉีกตอก ลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง แต่ไม้ท่อนหนึ่งฟืนดุ้นหนึ่ง ก็ให้ขุนอินทเสนา ขุนพรหม เสนาเรียกเอาหัวป่าค่าที่เป็นค่ากัลปนามาแบ่งเป็น ๓ ส่วนเป็นของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ใดเรียกนั้นได้รับพระราชทาน ๑๐ ลส ๑ ถ้าและผู้ใดที่ได้เรียกค่ากัลปนา ท่านแช่งไว้ให้ตกนรกแสนกัปอนันตชาติอย่าให้ผู้รู้ผุดหรือเกิดเลย ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ถ้าและผู้ใดรุกที่ดินรุกแดนของพระเข้าไปชั่วองคุลีหนึ่งก็ดี ชั่วเมล็ดข้าวเปลือกหนึ่งก็ดี ให้ผู้นั้นตกนรกหมกไหม้ในมหาอเวจีแสนกัปอนันตชาติ อย่าให้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวุติโรค ๙๖ ประการตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้น ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ดุจพรรณามาแต่หลังถ้าไพร่ข้าพระโยมสงฆ์จะเกิดวิวาทแก่กันขึ้นกับข้าหลวง และสังกะพักด้วยความสิ่งใดๆ โจทย์จับช้างม้าโคกะบือแก่กันก็ดี ถ้าและพิจารณาเป็นสัจ ถ้าข้าพระแพ้สงสัจไปปรับ ๆ มามีแต่สินไหม พินัยท่านให้ยกเสีย ท่านว่าข้าพระนั่นเป็นข้าหลวงใหญ่ ถ้าและข้าหลวงแพ้ปรับมามีทังสินไหมพินัย จะพรรณนาไปให้สิ้นในพระกัลปนานั้นมากนักจำไม่ได้
แต่หัวป่าค่าที่ที่นาคู่ละ ๑๐ สลึง ที่อ้อยไร่ละบาท ทำยางนั้น ๕ วันไปตักครั้งหนึ่งได้มา ๒ หาบ เรียกปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ตัดไม้แต่พร้าแบกปีหนึ่งเอาหนึ่งเฟื้อง ถ้าตัดเสาเป็นไม้ใหญ่ ปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ถ้าตัดสีฟันตัดหวยฉีกตอกลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง ถ้าผู้ชายเอาหนึ่งสลึง ผู้หญิงเอาหนึ่งเฟื้อง ที่ตลาดนั้น ร้านละ ๒ สลึง หาบของมาขายเอาหนึ่งเฟื้อง ยกพระราชทานให้หมื่นสนั่นพันเสนาะ ให้เป็นมากด้วยคน ๔ คนนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการนั้นให้ตระเวนไฟตามถนนตลาดได้ตรวจตราว่ากล่าวแล้วได้เก็บดอกไม้ทูลเกล้าฯ ถวยทุกวันมิได้ขาด
ขุนหมื่นทั้งนั้นโปรดให้พระราชทานปีหนึ่งเอาเงินมาให้คน ๑ ตำลึง ๒ บาท ไม่ได้ทำราชการเลยขาดตัวทีเดียว หลวงสารวัตร ๘ คน ขุนสัจพันธคีรี ๘ คน ขุนยกบัตร ๖ คน ขุนเฉลิม ๖ คน ขุนเทพสุภา ๑ คน ขุนชินบาล ๒ คน หมื่นสรีพุทธบาล ๒ คน หมื่นมาสคีรี ๒ คน หมื่นสรีสุวรรณปราสาท ๒ คน รวม ๑๐ คน ขุนหมื่นทั้งนั้นได้คนละ ขุนอินทพิทักส์ ๑ ขุนพรหมรักสา ๑ ขุนพิทักษ์สมบัติ ๑ หมื่นทิพรักสา ๑ ๔ คนนี้ได้ยกในเดือนๆ ละ คน เข้าเดือนเป็น ๑๐ ฬส
แต่ก่อนมาท่านตั้งง้าวข้าพระไว้ ๓ คน ปะขาวน้อย ๑ ปะขาวมะ ๑ ปะขาวหนัง ๑ ถ้าและวิวาทกันด้วยข้าพระโยมสงฆ์สมะสังกัดพรรคจะแบ่งปันฝ่ายพ่อแม่ว่ากล่าวมิตกลงกัน ให้ถามท่านผู้เฒ่า ๓ คนนัี้นว่าพ่อเป็นข้าพระแม่เป็นข้าหลวงหรือ ถ้าและท่านทั้ง ๓ คนนั้นว่าพ่อเป็นข้าพระแม่เป็นข้าหลวง จึงให้แบ่งปันกันฝ่ายพ่อแม่ ด้วยท่าน ๓ คนนัั้นรู้จักพงศาวดาร ว่าลูกคนนั้น หลานคนนั้นๆ เป็นปู่ย่าตายาย ได้รู้จักกำเนิดทั้งนั้นมา ท่านตั้งไว้เป็นง้าวข้าพระสืบต่อมา ถ้าและไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปต้องทุกข์ยากอยู่ที่ใดตำบลใด ให้เอาเงินของพระไปช่วยไถ่เอาไว้คงหมู่
เมื่อครั้งเกิดศึกกลางเมืองนั้น ขุนโขลนพาคุมเอาไพร่ ข้าพระไปช่วยรบร้อยหนึ่ง ครั้นสำเร็จราชการแล้ว จึงพระราชทานถาดหมากคนโทให้แล้ว พระราชทานให้มีคนสำหรับตามหลังไปกิจราชการ ๓๐ คน จึงพระราชทานเงินหลวงขึ้นมา ๑๐ ชั่ง ให้ไปช่วยไถ่ แต่บรรดาผู้ได้ไปต้องทุกข์ยากอยู่จะเป็นไพร่หลวง สมะสังกะพรรคก็ดี ซึ่งเจ้าขุนมูลนายมิได้ช่วยไถ่แล้วนั้น ให้ไปช่วยไถ่เอามาไว้เป็นข้าพระไถนาหลวงเอาข้าวขึ้นถวายพระสงฆ์ปีละเกวียนต้องด้วยทนายพัน แต่นั้นมาข้าพระจึงมาขึ้นแต่คงสกันถึง ๖๐๐ ครัว ขุนธรรมการ ๑ หมื่นสรีเกิด ๑ ปะขาวหยู่ ๑ อำแดงหมอน ๑ ปะขาวด้วง ๑ นายดิส ๑ พันทอง ๑ พันคำ ๑ พันจัน ๑ อำแดงเพียร ๑ ก็เอาพระเงินหลวงช่วยไถ่ เมื่อครั้งเจ้าเสียนั้น เงินหลวงช่วยไถ่ ๑๐ ครัว แต่บรรดาเงินพระเงินหลวงช่วยไถ่มานั้นหลายครัวจำไม่ได้ แต่เป็นที่ขุนโขลนมานั้นมากมายหลายคนแล้ว ขุนโขชลนป่าชมพู่นั้นเดิมเป็นราชาบาลอยู่ก่อน ครั้นมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นเป็นผู้รั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมาได้ปีหนึ่ง หลวงมหาดไทยนอกราชการมีตราให้หาลงมาจึงเป็นที่ขุนโขลนๆ เก่านั้นขัดรายผู้ร้ายไ้ ท่านว่างัดพระราชโองการจึงได้พิพากษาโทษไว้ครั้งหนึ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้รั้ง ณ เมืองเพชร์บูรณ์ แต่เป็นขุนโขลนมาในครั้งบรมโกฏ ๖ คน เมื่อครั้งสุริยามรินท์ ๔ คน ขุนยกบัตร ๒ ขุนยกบัตรปู่ปะขาวแท้งนั้น ขุนยกบัตรปู่ขุนธรรมการนั้นนานมาจึงถึงขุนยกบัตรบุญรอดนั้นเป็นข้าหลวงกำกับเมื่อครั้งพระลายจักร์หายนั้น ท่านให้พระยายมราชขึ้นมากำกับพิจารณาเอาข้าพระมามัดผูกตีโบยที่ตึกสวนมะพร้าว เพลากลางคืนนั้นพระธาตุเสด็จออกจากยอดพระมณฑปใหญ่ประมาณเท่าลูกมะขวิด ครั้นถึงสวนมะพร้าวลอยนิ่งอยู่บนอากาศจึงหายไป พระยายมราชนั้นก็เกิดวิปริตต่างๆ
แต่ก่อนมีทั้งบ่อนเบี้ยนายอากรเหล้า เมื่อครั้งขุนไชยบาล นายอากรเหล้าฟ้องหากล่าวโทษนาลิ้ม กับผู้มีชื่อ ๔ คนว่า ต้มเหล้า จึงมีตราพระราชสีห์โปรดเกล้าฯ ขึ้นมาให้พิจารณาตามกระทรวง ครั้นขุนหมื่นกรมการข้าพระพุทธบาทพิจารณาคำท้องตราโจทย์จำเลยมีคำต่อกันไปมาพิจารณาไม่ตกลงกัน จึงบอกส่งลงไปยังท่านลูกขุนนะศาลา ท่านจึงส่งคู่ความไปยังศาลพระพัสดี ครั้นไปถึงศาลโจทย์จำเลยสมัครพรรคพวกกับจำเลย ๔ คน เสียเงินคนละ ๙ ตำลึง ๔ คน เป็นเงิน ๑ ชั่ง ๑๖ ตำลึง
แต่โบราณมามีต้นไม้ต้นหนึ่งใหญ่ประมาณ ๓ อ้อม มีดอกเท่าฝาบาตร ครั้นเพลาเช้า เพลาเย็นบาน กลางวันตูม เมื่อจะบานนั้นหันหน้าดอกเข้าไปข้างพระมณฑปทุกเพลามีสันฐานดอกนั้นเหมือนดอกทานตะวัน ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าแตงโมทำมณฑปขึ้นไปว่าต้นไม้นั้นกีดทรงพระมณฑปอยู่จึงฟันต้นไม้นั้นเสีย แต่วันนั้นไปท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโม ก็ตั้งแต่ลงโลหิตไปจนเท้าวันตาย
พระมณฑปนั้นสูง ๑๘ วา ๒ ศอกคืบ เงินดาดพื้น ๒๐๐ ชั่ง กระจกปูผนังข้างในใหญ่ ๒ ศอกคืบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส กระจกประดับผนังข้างนอก ๑๘๐ แผ่น กระจกประดับเสาใน ๓๒๐ ทองคำปูหลังคาลงมา ๖๒ ชั่ง ทองคำเปลว ๒๙๔,๖๐๐ แผ่น
ขุนหมื่นรักสาพระตำหนัก พระนครหลวงพรหมมนตรี ขุนทิพมนตรี ๑ ขุนเทพมนตรี ๑ รวม ๓ ขุนทิพราช ๑ ขุนเทพราช ๑ รวม ๒ หมื่นอินท์ ๑ หมื่นพรหม ๑ รวม ๒ เป็นธรรมเนียมมาแต่ครั้งบรมโกฏมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์
เมืองนครขีดขินในพระบาลีเรียกว่า ปะรันตะปะนครราชธานี จึงตั้งสมเด็จเจ้าตั้งว่า พระมหามงคลเทพมุนีสรีรัตนไพรวันปะรันตะประเทศทมเขตอรัญวาสี เมืองลพบุรีในพระบาลี เรียกว่า เมืองสังขบัต จึงตั้งสมเด็เจ้าตั้งว่า พระสังคราชา
พระมณฑปแต่ในลานกว้าง ๓ ศอกคืบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส แต่ออกไปถึงผนัง ๕ ศอก ข้างพระบาทออกไปถึงผนังขวา ๖ ศอกคืบ ซ้าย ๖ ศอกคืบ พระบาทยาว ๓ ศอก ๑ (ต้นฉบับโดนลบ)
ครั้งนั้นขุนเทพสุภาคนหนึ่ง นายบุนนากคนหนึ่ง กับผู้มีชื่อ ๓ คนคบคิดกันเป็นสมัครพรรคพวก พากันลงไปตีเกวียนชาวสัปรุสที่ทุ่งงิ้ว จับตัวได้ส่งไปชำระเป็นสัจ ทรงเห็นว่าขุนเทพสุภากับผู้มีชื่อ ๓ คนทำละเมิดพระราชกำหนดกฎหมาย ให้เป็นเสี้ยนหนามกับศาสนา จึงสั่งให้ลงพระราชอาญาตามโทษสนุดทษ แต่ขุนเทพสุภานั้น ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ตัดตีนสินมือเสียจนสิ้นชีวิต แต่นายบุนนากกับผู้มีชื่อ ๓ คนนั้นให้ตัดศีรษะเสียบไว้ที่ตะพานบางโขมด
วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ตำนานพระพุทธบาท ตอนที่ 3
วันขึ้นพุธ (๔) (ไม่แน่ใจในการตีความนะคะ) ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ จุลศักราช ๑๑๔๖ ปีมะโรง สัมฤทธิศก ขุนสัจพันธคีรี ขุนอิินทพิทักษ์ ขุนธัมการ ปะขาวเพ่ง นั่งพร้อมกัน บนที่ทักษิณโรงประโคม จึงบอก (ต้นฉบับเดิมลบเลือนอ่านไม่ได้ความ) ได้ทำราชการมาแต่ครั้งบรมโกศ มาจนถึงพระที่นั่งสุริยามรินท์ จึงเอาตำรารายจดหมายอย่างธรรมเนียมท้องที่อำเภอพระพุทธบาทแต่ก่อนนั้นมาส่งให้ฉันเป็นอย่างธรรมเนียมมาแต่ก่อน ขุนหมื่นกรมการค่าพระพุทธบาทนั้น ขุนยกบัตร ข้าหลวงกำกับท่านมาตั้งแต่กรุงเทพมหานคร ครั้นเมื่อเทศกาลถือน้ำ ขุนยกบัตรนั้นได้ลงไปถือน้ำกรุงเทพมหานครทุกปี ถ้าและราษฎรชาวบ้านจะร้องฟ้องหาความแก่กันด้วยความสิ่งใดๆ ถ้าและเป็นความแพ่งสลักหลังฟ้องส่งให้ขุนเทพสุภาชลธีหมื่นสรีพุทธบลราชรักสาเอาไปพิจารณา ถ้าเป็นความอาญาประทับฟ้องส่งให้ขุนเฉลิมราชปลัดเอาไปพิจารณา ถ้าเป็นควมมหันตโทษนครบาลประทับฟ้องส่งให้หมื่นชินบาลชาญราชรักษาเอาไปพิจารณา ถ้าเป็นความด้วยไร่นา ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนา ได้เอาไปพิจารณา ถ้าจะให้เรียกเงินทองวิวาทแก่กัน ขุนอินทพิทักส์ ขุรพรหมรักสา หมื่นพิทักส์สมบัติ หมื่นพิทักส์รักสา เอาไปพิจารณา เป็นสัจด้วยความสิ่งใดๆ ส่งสัจไปบริบนเมืองลพบุรี เมืองสระบุรี นะเมืองนครขีดขินนี้แต่ก่อนเป็นเมืองคู่ปรับกัน ครั้นมาเมื่อครั้งบรมโกศได้เสวยราชสมบัติ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทจึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ข้าหลวงขึ้นมาเป็นที่ยกบัตรนั้นไม่ยืนนานปีหนึ่งตายสองปีตาย แต่นี้สืบไปเมื่อหน้าให้จัดขุนหมื่นข้าพระพุทธบาทเป็นที่ขุนยกบัตรบ้างเถิด แล้วให้ขุนยกบัตรขึ้นไปถือน้ำกรุงเทพมหานครเลย ให้ถวยบังคมเทียนพรรษาซึ่งจบพระหัตถ์ขึ้นมานั้นให้พร้อมกัน ถ้าผู้ใดขาดมิได้ถวยบังคม มีโทษถึงสิ้่นชีวิต ถ้าและพิจารณาเนื้อความอันใด เป็นความมโนสาเร่ ก็ให้ว่ากล่าวกันให้เสียให้สำเร็จแต่ในพระพุทธบาทนี้เถิด ถ้าและเป็นความมหันตโทษ พิจารณาเป็นสัจความข้อใหญ่นั้นให้บอกส่งสัจลงไปปรับยังลูกขุนศาลาหลวงพิจารณามิตกลงกันให้บอกส่งลงไปยังลูกขุนศาลา อย่าให้(ต้นฉบับโดนลบ) เมืองสระบุรีเหมือนยังแต่ก่อนเลย เป็นตำแหน่งเมืองนครขีดขินอยู่ก็จริงแต่ว่าขุนหมื่นเหล่านี้ได้รักษาประพุทธบาทอยู่ด้วย จะให้ขึ้นแก่ผู้รั้งกรมการเมืองใดหามิได้ จึงขาดแต่วันนั้นมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์ จึงมิได้ไปปรับ ณ เมืองลพบุรี เมืองสระบุรีแต่ครั้งนั้นมา
อนึ่งแต่โบราณมา เมื่อยังมีอำเภอพระพุทธบาท มีกรมการสำหรับเมืองขีดขินนั้น ๘ คน หลวงสรวัราชธานีศรีบริบาลคนหนึ่ง ขุนเฉลิมราชปลัดคนหนึ่ง ขุนเทพยกบัตรคนหนึ่ง ขุนเทพสุภาคนหนึ่ง ขุนจ่าเมืองคนหนึ่ง ขุนสัสดีคนหนึ่งขุนอินทเสนาคนหนึ่ง ขุนพรหมเสนาคนหนึ่ง มีพรานคนหนึ่ง เมื่อจะพบฝ่าพระพุทธบาทครั้งนั้น ท้ายอภัยทสราชได้เสวยราชสมบัติในกรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ไปไหว้พระบาทเมืองลังกาจึงมีลายเข้ามาว่ามีพระพุทธบาทอยู่ ณ กรุงเทพมหานครอยู่ในเขาสัจพันบรรพต ในแว่นแคว้นปรันตะปะนครราชธานีไปจากปะรันตะปะนครนั้น หนทางประมาณ ๓๐๐ เส้น ครั้นพระสงฆ์กลับเข้ามาแต่เมืองลังกา จึงถวยพระ (ต้นฉบับโดนลบ) แต่พระมหากษัตรธิราชเจ้า จึงให้ไปหาบนยอดเขาสัจพันธ์ (ต้นฉบับโดนลบ) เรื่องราวแต่นายพรานจึงพบฝ่าพระพุทธบาท มีศิลาเป็นลิ้นถอดกปิดอยู่ มีน้ำขังอยู่ในรอยแต่พอเนื้อนกกินได้ ครั้นนายพรานยิงเนื้อถูกเข้าลำบาก เนื้อนั้นก็วิ่งไปถึงฝ่าพระพุทธบาทได้กินน้ำในรอยก็หายดีไป นายพรานนั้นเป็นเหตุประหลาดอยู่ เข้าไปดูเห็นศิลาลิ้นถอดมีน้ำขังอยู่ นายพรานจึงตักน้ำนั้นมากิน นายพรานเป็นเกลื้อนกลากก็หายหมดนายพรานจึงวิดน้ำเสียให้แห้งแล้วจึงเห็นพระลัษณะสำคัญว่ารอยคนโบราณ นายพรานก็นิ่งความไว้ ครั้นพระสงฆ์ถวายพระพร นายพรานนั้นนำไปจึงพบฝ่าพระพุทธบาท ท่านจึงให้ก่อเป็นผนังทำเป็นหลังคามุงกระเบื้องไว้อย่างวัดเจ้าพนังเชิง ท่านจึงให้ตั้งขุนหมื่นไว้ให้รักษาพระพุทธบาท เอานามพระสัจพันธคีรีตั้ง จะตั้งเป็นพระก็ไม่ได้ จะตั้งเป็นหลวงก็ไม่ได้ด้วยท่านได้อรหัตแล้ว จึงตั้งเป็นขุนสัจพันธคีรีนพคูหาพนมโขลน จึงตั้งหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นแผ้วอากาศ หมื่นชินธาตุ หมื่นสรีสัปรุส ๔ คนนั้นรักษาประมณฑป ให้บังคับบัญชาว่ากล่าวปะขาวในมณฑป จึงตั้งนายประตู ๔ นาย หมื่นราชชำนาญมุนินท์ หมื่นอินทรักษา หมื่นบุญชาเจดียื หมื่นศรีพุทธบาล จึงตั้งขุนหมื่นรักษาคลัง ๔ นาย ขุนทินพิทักษ์ ขุนพรหมรักษา หมื่อนพิทักษ์สมบัติ หมื่นพิทักษ์รักษา ในครั้งนั้นแต่ก่อนมีผ้าทรงนารายณ์ผืนหนึ่ง ม่านปักวันทองผืนหนึ่ง สำเภาทองมียนต์ลำหนึ่ง ช้างทองคำตัวหนึ่ง ม้าทองคำตัวหนึ่ง กวางทองคำตัวหนึ่ง ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ๓ ต้น ทองต้นหนึ่ง เงินต้นหนึ่ง นากต้นหนึ่ง มีปืนใหญ่ ๒ กระบอก หามแล่น ๒ กระบอก ขากนกยาง ๒ กระบอก ๖ กระบอกสำหรับคลัง จึงตั้งหมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ ๔ คนนี้สำหรับประโคมยามทั้งกลางวันกลางคืนทุกวันมิได้ขาด ขุนธัมการนั้นได้ตราจตราว่ากล่าวพระสงฆ์สามเณรปะขาวรูปชีซึ่งวิวาทแก่กันเป็นกระทรวงธรรมการๆ นั้นมีตราตั้งมีเสมาธรรมจักร ประเสด็จได้ตั้ง หมื่นจิตรจอมใจราชนั้นสำหรับไปเบิกน้ำมันหลวงขึ้นมาตามถวายพระพุทธบาท หลวงจังหวัดไพรี หมื่นศรีไพรสนท์ เป็นพรานสำหรับป่าได้นำเสด็จ หมื่นทิพชลธี หมื่นพันธคีรีคงคา ได้รักษาอ่างแก้วเชิงเขา หมื่นศรีชลธารได้รักษาอ่างทองแดง หมื่นศรีวารได้รักษาตำหนักพระราชวังหลวง ครั้นเวลาเช้าเย็นไล่วานรมารับประราชทานเข้าสุกทุกเวลา กว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ากรุงเทพมหานคร หมื่นศรีรักษาได้รักษาตำหนักกระมพระราชวังหน้า พันบลอุโบสถได้รักษาพระอุโบสถ หมื่นพรหมพันทด พันทอง พันคำ ๔ คน สำหรับได้ว่ากล่าวข้าพระโยมสงฆ์ให้สีซ้อมจันหันนิจภัต ถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ เขา จังหวัดพระพุทะบาทองค์ละ ๓๐ ทนาน พระมหามงคลเทพมุนี ได้เงินเดือนๆ ละ ๔ ตำลึง ๑๐ สลึง พระสงฆ์อันดับได้เดือนละ ๖ สลึง ขุนหมื่นพันทนย ตั้งไว้สำหรับพระพุทธบาท ๒๗ คน จึงยกเอากรมการสำหรับปะรันตะปะนครราชราชธานีนั้นขึ้นมารักษาพระพุทธบาทด้วย หลวงสารวัตรราชธานีศรีบริบาลเป็นจางวาง ขุนเฉลิมราชปลัด พันสารวัต ขุนเทพยกบัตรตั้เป็นขุนศรีพุทธบาลยกบัตร ขุนเทพสุภานั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทนั้น กับตำรวจใน ๒ คน กำกับกันไปรักษาน้ำศิลาดาษ จึงตั้งว่าขุนเทพสุภาชลธี หมื่นรองสภานั้นเป็นหมื่นศรีพุทธบาลราชรักษา เป็นปลัดขุนยกบัตร ขุนจ่าเมืองนั้นตั้งเป็นขุนชินบาลชาญราชรักษา เป็นปลัดขุนสัจพันธคีรี ขุนสัสดีตั้งเป็นเหมื่นมาศคีรีสมุห์บัญชี แต่ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนาคงที่เดิมแต่ก่อนมา หลวงสารวัตถือตรารูปองคต ขุนสัจพันธคีรีถือตรารูปคนถือดอกบัวถือเทียนข้างหนึ่ง ขุนเฉลิมถือตรารูปช้าง ขุนยกบัตรถือตรารูปคนถือโคม ขุนเทพสุภาถือตรารูปหงส์ ขุนชินบาลถือตรารูปคนถือดอกบัว ขุนอินทรเสนาถือตรารูปคนถือเชือก ขุนพรหมเสนาถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นพระพุทธบาลถือตรารูปคนถือทาง หมื่นมาสคีรีถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นสุวรรณปราสาทถือตรารูปมณฑป ขุนอินทพิทักษ์ถือตารรูปคนถือพาน ขุนพรหมรักสาถือตราดอกบัว หมื่นพิทักส์สมบัติถือตรารูปสิงห์ หมื่นพิทักรักษาถือตรารูปตะไกร ขุนสารวัตรขุนสัจพันธคีรี ขุนหมื่น ทั้งนี้ท่านมหาดไทยได้ตั้ง แต่ท่านขุนยกบัตรนั้น ท่านกรมวังได้ตั้งแต่เดิมมา มีทั้งพระกัลปนาตราพระราชสีห์ พระธัมนูญ พระธัมสาสตร์ หลักอินทภาส ไว้สำหรับให้ว่าเนื้อความตามตำแหน่งแมืองปะรันตะปะนครราชธานีแต่ก่อนมาทุกๆ พระองค์ ซึ่งหลวงสารวัตราชธานีสรีบริบาล ได้พินัยจ่ายราชการกึ่งหนึ่ง ขุนสัจพันธคีรีได้ค่าที่นั่งตำลึงหนึ่ง ขุนยกบัตรค่าที่นั่ง ๘ สลึง ถ้าเป็นความแพ่งได้ค่าที่นั่งกึ่งหนึ่ง เป็นอย่างทำเนียบสืบๆ กันมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์
อนึ่งแต่โบราณมา เมื่อยังมีอำเภอพระพุทธบาท มีกรมการสำหรับเมืองขีดขินนั้น ๘ คน หลวงสรวัราชธานีศรีบริบาลคนหนึ่ง ขุนเฉลิมราชปลัดคนหนึ่ง ขุนเทพยกบัตรคนหนึ่ง ขุนเทพสุภาคนหนึ่ง ขุนจ่าเมืองคนหนึ่ง ขุนสัสดีคนหนึ่งขุนอินทเสนาคนหนึ่ง ขุนพรหมเสนาคนหนึ่ง มีพรานคนหนึ่ง เมื่อจะพบฝ่าพระพุทธบาทครั้งนั้น ท้ายอภัยทสราชได้เสวยราชสมบัติในกรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ไปไหว้พระบาทเมืองลังกาจึงมีลายเข้ามาว่ามีพระพุทธบาทอยู่ ณ กรุงเทพมหานครอยู่ในเขาสัจพันบรรพต ในแว่นแคว้นปรันตะปะนครราชธานีไปจากปะรันตะปะนครนั้น หนทางประมาณ ๓๐๐ เส้น ครั้นพระสงฆ์กลับเข้ามาแต่เมืองลังกา จึงถวยพระ (ต้นฉบับโดนลบ) แต่พระมหากษัตรธิราชเจ้า จึงให้ไปหาบนยอดเขาสัจพันธ์ (ต้นฉบับโดนลบ) เรื่องราวแต่นายพรานจึงพบฝ่าพระพุทธบาท มีศิลาเป็นลิ้นถอดกปิดอยู่ มีน้ำขังอยู่ในรอยแต่พอเนื้อนกกินได้ ครั้นนายพรานยิงเนื้อถูกเข้าลำบาก เนื้อนั้นก็วิ่งไปถึงฝ่าพระพุทธบาทได้กินน้ำในรอยก็หายดีไป นายพรานนั้นเป็นเหตุประหลาดอยู่ เข้าไปดูเห็นศิลาลิ้นถอดมีน้ำขังอยู่ นายพรานจึงตักน้ำนั้นมากิน นายพรานเป็นเกลื้อนกลากก็หายหมดนายพรานจึงวิดน้ำเสียให้แห้งแล้วจึงเห็นพระลัษณะสำคัญว่ารอยคนโบราณ นายพรานก็นิ่งความไว้ ครั้นพระสงฆ์ถวายพระพร นายพรานนั้นนำไปจึงพบฝ่าพระพุทธบาท ท่านจึงให้ก่อเป็นผนังทำเป็นหลังคามุงกระเบื้องไว้อย่างวัดเจ้าพนังเชิง ท่านจึงให้ตั้งขุนหมื่นไว้ให้รักษาพระพุทธบาท เอานามพระสัจพันธคีรีตั้ง จะตั้งเป็นพระก็ไม่ได้ จะตั้งเป็นหลวงก็ไม่ได้ด้วยท่านได้อรหัตแล้ว จึงตั้งเป็นขุนสัจพันธคีรีนพคูหาพนมโขลน จึงตั้งหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นแผ้วอากาศ หมื่นชินธาตุ หมื่นสรีสัปรุส ๔ คนนั้นรักษาประมณฑป ให้บังคับบัญชาว่ากล่าวปะขาวในมณฑป จึงตั้งนายประตู ๔ นาย หมื่นราชชำนาญมุนินท์ หมื่นอินทรักษา หมื่นบุญชาเจดียื หมื่นศรีพุทธบาล จึงตั้งขุนหมื่นรักษาคลัง ๔ นาย ขุนทินพิทักษ์ ขุนพรหมรักษา หมื่อนพิทักษ์สมบัติ หมื่นพิทักษ์รักษา ในครั้งนั้นแต่ก่อนมีผ้าทรงนารายณ์ผืนหนึ่ง ม่านปักวันทองผืนหนึ่ง สำเภาทองมียนต์ลำหนึ่ง ช้างทองคำตัวหนึ่ง ม้าทองคำตัวหนึ่ง กวางทองคำตัวหนึ่ง ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ๓ ต้น ทองต้นหนึ่ง เงินต้นหนึ่ง นากต้นหนึ่ง มีปืนใหญ่ ๒ กระบอก หามแล่น ๒ กระบอก ขากนกยาง ๒ กระบอก ๖ กระบอกสำหรับคลัง จึงตั้งหมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ ๔ คนนี้สำหรับประโคมยามทั้งกลางวันกลางคืนทุกวันมิได้ขาด ขุนธัมการนั้นได้ตราจตราว่ากล่าวพระสงฆ์สามเณรปะขาวรูปชีซึ่งวิวาทแก่กันเป็นกระทรวงธรรมการๆ นั้นมีตราตั้งมีเสมาธรรมจักร ประเสด็จได้ตั้ง หมื่นจิตรจอมใจราชนั้นสำหรับไปเบิกน้ำมันหลวงขึ้นมาตามถวายพระพุทธบาท หลวงจังหวัดไพรี หมื่นศรีไพรสนท์ เป็นพรานสำหรับป่าได้นำเสด็จ หมื่นทิพชลธี หมื่นพันธคีรีคงคา ได้รักษาอ่างแก้วเชิงเขา หมื่นศรีชลธารได้รักษาอ่างทองแดง หมื่นศรีวารได้รักษาตำหนักพระราชวังหลวง ครั้นเวลาเช้าเย็นไล่วานรมารับประราชทานเข้าสุกทุกเวลา กว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ากรุงเทพมหานคร หมื่นศรีรักษาได้รักษาตำหนักกระมพระราชวังหน้า พันบลอุโบสถได้รักษาพระอุโบสถ หมื่นพรหมพันทด พันทอง พันคำ ๔ คน สำหรับได้ว่ากล่าวข้าพระโยมสงฆ์ให้สีซ้อมจันหันนิจภัต ถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ เขา จังหวัดพระพุทะบาทองค์ละ ๓๐ ทนาน พระมหามงคลเทพมุนี ได้เงินเดือนๆ ละ ๔ ตำลึง ๑๐ สลึง พระสงฆ์อันดับได้เดือนละ ๖ สลึง ขุนหมื่นพันทนย ตั้งไว้สำหรับพระพุทธบาท ๒๗ คน จึงยกเอากรมการสำหรับปะรันตะปะนครราชราชธานีนั้นขึ้นมารักษาพระพุทธบาทด้วย หลวงสารวัตรราชธานีศรีบริบาลเป็นจางวาง ขุนเฉลิมราชปลัด พันสารวัต ขุนเทพยกบัตรตั้เป็นขุนศรีพุทธบาลยกบัตร ขุนเทพสุภานั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทนั้น กับตำรวจใน ๒ คน กำกับกันไปรักษาน้ำศิลาดาษ จึงตั้งว่าขุนเทพสุภาชลธี หมื่นรองสภานั้นเป็นหมื่นศรีพุทธบาลราชรักษา เป็นปลัดขุนยกบัตร ขุนจ่าเมืองนั้นตั้งเป็นขุนชินบาลชาญราชรักษา เป็นปลัดขุนสัจพันธคีรี ขุนสัสดีตั้งเป็นเหมื่นมาศคีรีสมุห์บัญชี แต่ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนาคงที่เดิมแต่ก่อนมา หลวงสารวัตถือตรารูปองคต ขุนสัจพันธคีรีถือตรารูปคนถือดอกบัวถือเทียนข้างหนึ่ง ขุนเฉลิมถือตรารูปช้าง ขุนยกบัตรถือตรารูปคนถือโคม ขุนเทพสุภาถือตรารูปหงส์ ขุนชินบาลถือตรารูปคนถือดอกบัว ขุนอินทรเสนาถือตรารูปคนถือเชือก ขุนพรหมเสนาถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นพระพุทธบาลถือตรารูปคนถือทาง หมื่นมาสคีรีถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นสุวรรณปราสาทถือตรารูปมณฑป ขุนอินทพิทักษ์ถือตารรูปคนถือพาน ขุนพรหมรักสาถือตราดอกบัว หมื่นพิทักส์สมบัติถือตรารูปสิงห์ หมื่นพิทักรักษาถือตรารูปตะไกร ขุนสารวัตรขุนสัจพันธคีรี ขุนหมื่น ทั้งนี้ท่านมหาดไทยได้ตั้ง แต่ท่านขุนยกบัตรนั้น ท่านกรมวังได้ตั้งแต่เดิมมา มีทั้งพระกัลปนาตราพระราชสีห์ พระธัมนูญ พระธัมสาสตร์ หลักอินทภาส ไว้สำหรับให้ว่าเนื้อความตามตำแหน่งแมืองปะรันตะปะนครราชธานีแต่ก่อนมาทุกๆ พระองค์ ซึ่งหลวงสารวัตราชธานีสรีบริบาล ได้พินัยจ่ายราชการกึ่งหนึ่ง ขุนสัจพันธคีรีได้ค่าที่นั่งตำลึงหนึ่ง ขุนยกบัตรค่าที่นั่ง ๘ สลึง ถ้าเป็นความแพ่งได้ค่าที่นั่งกึ่งหนึ่ง เป็นอย่างทำเนียบสืบๆ กันมาจนถึงที่นั่งสุริยามรินท์
วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560
ตำนานพระพุทธบาท (ตอนที่ 2)
ครั้นอยู่มานานมาถึงพระยาเอกาทศรถ คือ พระนารายณ์ได้เสวยราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา ท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโมถวายพระพรขอหัตถกรรม จะกระทำพระมณฑป ทรงพระราชศรัทธาถวายหัตถกรรมให้ช่างขึ้นไปกะทำประมณฑป สูงสิบแปดวา สองศอกคืบ พรื้นพระทณฑปะพระราชทานเงิน 600 ชั่งให้ดาดพื้นกระจกใหญ่ประดับฝาผนังในกว้างแผ่นละ 3 ศอกคืบสี่เหลี่ยมกระจำประดับผนังข้างนอก 180 แผ่น กระจกประดับเสา 320 แผ่น ทองคำบุหลังคา 62 ชั่ง ทองคำเปลว 294,600 แผ่น พื้นมณฑปข้างใจ แต่พำระซ่นออกไปถึงผนัง 5 ศอก แต่ปลายพระบาทถึงผนัง 5 ศอกคืบ แต่ข้างพระบาทไปถึงผนังข้างขวา 6 ศอกคืบ ข้างซ้าย 6 ศอก ครั้นพระมณฑปสำเร็จแล้ว ท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโมเห็นต้นไม่ใหญ่สามอ้อม มีมาแต่โบราณดอกโตเท่าฝาบาตร มีสัณฐานดังดอกทานตะวัน เพลาเช้าบานหันเข้าสู่พระมณฑปทุกดอก เพลากลางวันดอกตูม เวลาเย็นบาน ท่านสมเด็จแตงโมเห็นว่าบังพระมณฑปอยู่จึงให้ตัดไม้นั้นเสียท่านสมเด็จแตงโมเห็นว่าบังพระมณฑปอยู่จึงให้ตัดไม้นั้นเสีย ท่านสมเด็จเจ้าแตงโมจึงเกิดวิบัติลงโลหิตจนถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จบรมกรุงกษัตริย์เอกาทศรถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ องค์พระนารายณ์ทางทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ เสด็จขึ้นไปถวายนมัสการฝ่าพระพุทธบาทผ้าทรงผืนหนึ่ง สำเภายนต์ทองคำลำหนึ่ง ช้างทองคำตัวหนึ่ง ม้าทองคำตัวหนึ่ง กวางทองคำตัวหนึ่ง ไม่กัลปพฤกษ์สามต้น ทองต้นหนึ่ง เงินต้นหนึ่ง นากต้นหนึ่ง ให้มีปืนไว้สำหรับคลัง 6 กระบอก ใหญ่สองกระบอก หามแล่นสองกระบอก ขานกยางสองกระบอก จึงให้ตั้งขุนหมื่นไว้รักษาพระพุทธบาท เอกนามพระสัจพันธตั้น จะตั้งเป็นพระก็ไม่ได้ จะตั้งเป็นหลวงก็ไม่ได้ ด้วยท่านได้อรหัตแล้ว จึงตั้งเป็นขุนสัจพันธคีรนพคูหาพนมโขลน จึงตั้งหมื่นสุวรรณปราสาท หมื่นแผ้วอากาศ หมี่นชินธาติ หมื่นสรีสัปรุส สี่คนให้รักษาพระมณฑปจึงตั้ง นายประตูสี่นาย หมื่นราชาบาลมุนินท์ หมื่นอินทรักษา หมื่นสุทธิเจดีย์ หมื่นสรีพุทธบาท จึงตั้งขุนหมื่นรักษาคลังสี่นาย ขุนอินทพิทักส์ ขุนพรหมรักษา หมื่นพิทักส์สมบัติ หมื่นพิทักส์ รักสา จึงตั้งหมื่นสนั่นไพเราะ หมื่นเสนาะเวหา พันเสนาะ รองเสนาะ สี่คนนี้สำหรับประโคมยาม ทั้งกลางวัน กลางคืน มิได้ขาด ขุนธัมการนั้นได้ตรวจตราว่ากล่าวพระสงฆ์เถรเณร ปะขาวรูปชีซึ่งวิวาทแก่กันเป็นกระทรวงธรรมการๆ นั้นตราตั้งมีเสมาธัมจักร หมื่นจิตรจอมไจราชนั้นสำหรับได้ไปเบิกน้ำมันหลวง ขึ้นมาตามถวายพระพุทธบาท หมื่นท่องจังหวัดไพรี หมื่นสรีไรพสนท์ สองคนเป็นพรานสำหรับป่าได้นำเสด็จ หมื่นทิพชลธี หมื่นพันธคิรีคงคาสองคนได้รักษาอ่างแก้วเชิงเขา หมื่นสรีชลธารได้รักษาธารทองแดง หมื่นสรีวานรได้รักษาพระตำหนักพระราชวังหลวง ครั้นเวลาเช้าเย็นได้ไล่วานรมารับพระราชทานเข้าสกทุกเพลา กว่าจะเสด็จพระราชดำเนินเข้ากรุงเทพมหานคร หมื่นสรีรักสาได้รักษาพระตำหนักกรมพระราชวังหน้าพันบาลอุโบสถได้รักษาพระอุโบสถ หมื่นพรหมพันทดพันทองพันคำ 4 คนสำหรับได้ว่ากล่าวโยมสงฆ์ให้สีซ้อมจันหันนิจภัตถวายพระสงฆ์ซึ่งจำพระวรรสาอยู่ ณ เขาจังหวัดพระพุทธบาทองค์ละ 30 ทนาน พระมหามงคลเทพมุนีได้เงินเดือน 4 ตำลึง 10 สลึง พระสงฆ์อันดับได้เดือนละ 6 สลึง ขุนหมื่นพันทนายตั้งไว้สำหรับพระพุทธบาท 27 คน จึงยกเอากรมการสำหรับปะรันตะปะนครราชธานีนั้นขึ้นมารักษาพระพุทธบาทด้วย หลวงสารวัตรราชธานีสรีบริบาลเป็นจางวาง ขุนเฉลิมราชปลัด ขุนเทพยกบัตร ตั้งเป็นขุนสรีพุทธบาทยกบัตร ขุนเทพสุภานั้น เมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทนั้น กับตำรวจในสองคนกำกับกันไปรักษาน้ำศิลาดาษ จึงตั้งว่าขุนเทพสุภาชลธี หมื่นรองสุภานั้นเป็นหมื่นสรีพุทธบาลราชรักสาเป็นปลัดขุนยกบัตร ขุนจ่าเมืองนั้นตั้งเป็นขุนชินบาลชาญราชรักสา เป็นปลัดขุนสัจพันธคีรี ขุนสัสดีตั้งเป็นหมื่นมาสคีรีสมุห์บัญชี แต่ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนาคงที่เดิมแต่ก่อนมา หลวงสาระวัตถือตรารูปองคต ขุนสัจพันธคีรีถือตรารูปคนถือดอกบวยถือเทียนข้างหนึ่ง ขุนเฉลิมถือตรารูปช้าง ขุนยกบัตรถือตรารูปคนถือโคม ขุนเทพสุภาถือตรารูปหงส์ ขุนชินบาลถือตรารูปคนถือดอกบัว ขุนอินทรเสนาถือตรารูปคนถือเชือก ขุรพรหมเสนาถือตรารูปคนถือสมุด หมื่นพระพุทธบาทถือตรารูปคนถือธง หมื่นมาสคีรีคือตรารูปคนถือสมุด หมี่นสุวรรณปราสาทถือตรารูปมณฑป ขุนอินทพิทักส์ถือตรารูปคนถือพาน ขุนพรหมรักสาถือตราบัว หมื่นพิทัส์สมบัติถือตรารูปสิงห์ หมื่นพิทักรักสาถือตรารูปตะไกร ขุนสัจพันธคีรีได้ค่าที่นั่งตำลึงหนึ่ง ขุนยกบัตรได้ค่าที่นั่ง ๘ สลึง ขุนเฉลิมราชผลัดได้ค่าที่นั่ง ๘ สลึง แล้วตรัสสั่งให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต ปโรหิตมุขมนตรีให้แต่งพระกลัปนาตราพระราชสีห์ไว้สำหรับพระพุทธบาท พระราชทานสัตโทรคมใช้ไว้ให้แก่ขุนหมื่นสัจพันธคีรี ๖ คน ชุนเทพยกบัตร ๔ คน ขุนเฉลิมราชปลัด ๔ คน ชุนชินบาลชาญราชรักสา ๒ คน ขุนเพทสุภาชลธีได้ ๒ คน หมื่นสรีพุทธบาลราชรักสาได้ ๒ คน ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนา ได้ ๑๐ สลึง หมื่นชลธราได้ ๒ คน หมื่นมาสคิริีได้ ๒ คน ขุนหมื่นทั้งนั้นได้คนละคน แล้วหนึ่งในพระกลัปนานั้น ห้มมิให้ ผู้ใดกะเกณฑ์เอาไพร่ข้าพระโยมสงฆ์ไปใช้สอยนอกกว่าการพระพุทธบาท ถ้าผู้ใดมิฟังเบียดเบียนฉ้อพระกัลปนาเอาไพร่ข้า พระโยมสงฆ์ไว้ใช้สอยฉ้อตระบัดเอาพัสดุเงินทองแก่ไพร่ข้า พระโยมสงฆ์ไปเป็นอาณาประโยชน์ของตัวนั้นให้ตกนรกแสนกัป อนันตชาติอย่าให้รู้ผุดรู้เกิดเลย ให้เกิดฉันวุติโรค ๙๖ ประการ ตามสังหารผลาญชีวิตบุคคลผู้นั้นให้ฉิบหายไปด้วยราชภัย อัคคีภัย อุทกภัย ปิศาจภัย ถ้าเป็นผู้ใดจะเข้าไปทำมาหากินในท้องที่อำเภอพระพุทธบาท ทำไร่นาตัดเสาตัดหวายฟืน ทำยาง ฉีกตอก ลอกเชื่อกสารพัดการทั้งปวง แต่ไม้ท่อนหนึ่ง ฟืนดุ้นหนึ่งก็ให้ขุนอินทเสนา ขุนพรหมเสนา เรียกเอาหัวป่าค่าที่เป็นค่ากัลปนามาแบ่งเป็น ๓ ส่วน เป็นของพระพุทธส่วนหนึ่ง ของพระธรรมส่วนหนึ่ง ของพระสงฆ์ส่วนหนึ่ง ผู้ได้เรียกนั้นได้รับพระราชทาน ๑๐ ฬสหนึ่ง ถ้าเป็นผู้ใดมิได้เสียค่ากัลปนาแช่งไว้แสนกัปอนันตชาติ อย่าให้รู้ผุดเกิดเลย ให้ฉิบหายไปด้วยภัยต่างๆ ดุจพรรณนามาแต่หลัง ถ้าไพร่ข้าพระโยมสงฆ์จะเกิดวิวาทกันขึ้นกับข้าหลงงและสังกัดพรรคด้วยความสิ่งใดๆ โจทจับช้างม้าโคกระบือแก่กันก็ดี ถ้าและพิจารณาเป็นสัจ ถ้าข้าพระแพ้สั่งจัจไปปรับๆ มามีแต่สิไหม พินัย ท่านให้ยกเสีย ท่านว่าข้าพระนั้นเป็นคนหลวง ถ้าข้าหลวงแพ้ปรับได้ทั้งสินไหมพินัย อนึ่งให้ขุนอินท์ ขุรพรหม เรียกค่าพระกัลปนาเก็บเอาหัวป่าค่าที่นาคู่ละ ๑๐ สลึง ที่อ้อยไร่ละบาท ทำยางนั้นห้าวันไปตักทีหนึ่งได้มา ๒ หาบเรียกปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ตัดไม้เป็นแต่พร้าปีหนึ่งเอาแต่เฟื้องหนึ่ง ถ้าตัดเสาเป็นไม้ใหญ่ปีหนึ่งเอา ๒ สลึง ถ้าตัด สี ฟัน ตัดหวาย ฉีกตอกลอกเชือกสารพัดการทั้งปวง ถ้าผู้ชายเอาสลึงหนึ่ง ถ้าผู้หญิงเอาเฟื้องหนึ่ง ที่ตลาดนั้นร้านละ ๒ สลึง หาบของมาขาย เอาเฟื้องหนึ่ง อนึ่งถึงเทศกาลเสด็จและสัปรุสขึ้นมานมัสการพระพุทธบาทนั้น ให้ขุนสุวรรณปราสาท หมื่นชินธาติ ลงไปตั้งด่านอยู่ที่ท้ายเขาตก ถ้าลูกค้าวานิช เอาสิ่งอันใดขึ้นไปขาย ให้ตรวจตราดูเก่าและปลาเป็ดไก่สุกร สิ่งอันมีชวิตอย่าให้เอาขึ้นไปขายเป็นอันขาดทีเดียว ถ้าและ ผู้ใดมิฟัง เอาสัตว์มีชีวิตขนไปขาย จับตัวได้ให้ทำโทษจงหนัก ข้างเมืองลพบุรีนั้นก็ให้ไป ตั้งด่านอยู่ที่ห้วยมันหวานหนทางไปเมืองลพบุรี ให้ตรวจตรา ดูสิ่งของต้องห้ามดุจเดียวกัน ข้างเมืองป่าชุม เมืองซงบาดาล เมืองท่าโรงให้ตั้งอยู่ธารทองแดง ข้างเมืองสระบุรีนั้นให้ตั้งอยู่ข้างทุ่งแฝก ให้ตรวจตราดูผู้คนไปมา เพลากลางคืนนั้นให้ไปมาแต่ยามหนึ่ง ถ้าพ้นจากยามหนึ่งนั้น ผู้ใดไปมาถือเครื่องศาสตราวุธเป็นประหลาดอยู่นั้นให้จับตัวส่งให้ข้าหลวงทำตามโทษานุโทษ ข้อหนึ่งขุนหมื่นซึ่งรักษาพระพุทธบาทนั้นให้รู้จักคดี ๒ ประการ คือ คดีโลก คดีธรรม ให้ตั้งอยู่ในนิจศีลจึงจะถาวรไปในชั่วนี้และชั่วหน้า จบพระหัตถ์บูชาอุทิศถวายข้าพระโยมสงฆ์ และพระกัลปนาด้วยทรงพระประสงค์จะบำรุงพระศษสนาให้ถาวรถ้วนห้าพันพระวัสสาหนังสือตำบนซึ่งมีมาสิ้นแต่เพียงเท่านี้
วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560
ตำนานพระพุทธบาท ตอนที่ 1
ขอกราบขอบพระคุณผู้เผยแพร่ "ตำนานพระพุทธบาท และอธิบายเรื่องพระบาท" ออกเมรุงานพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมรัตนากร (มณี สุพโจ ป.ธ.6) วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 เพื่อระลึกถึงคุณความดีของ พระธรรมรัตนากร สุนทรพรหมปฏิบัติ สมณวัตรโกศล วิมลปิฎกธาดา มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี (มณี สุพโจ ป.ธ.๖) ชาตะ ๑๓ กันยายน ๒๔๕๐ มรณภาพ ๒๑ กันยายน ๒๕๓๓
จะกล่าวถึงตำบนที่พระพุทธบาท ตามพระกะแสพระพุทธฎีกา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสโปรดสัตว์ได้ 8 วัสสา มหาบุญมาอาราธนาไปจากเมืองสาวัตถี ให้ไปโปรดชาววานิชคามแดนเมืองสุนาปรันตะปะ ให้ตั้งอยู่ในประไตรสรนาคม แล้วเสด็จกลับมาประดิษฐานพระรอยไว้แทบฝั่งน้ำนำมะทา พาพระสงค์มาถึงเขาสุวรรณ พระอรหัสต์สัจพันธ์การบทูนขอพระเจดีย์ พระชินสีห์จึงพระราชทานพระรอยไว้ให้เป็นเจดียสถาน แล้วไปโปรดชาวเมืองโยนก ออกจากเมืองโยนมาซงยั้งนั่งใต้ร่มไม้ประดู่ใหย่ได้เก้าอ้อมอยู่ชายทะเลทอดพระเนตรเห็นหนองโสน เห็น 3 สัตว์ คือ นกยางตัวหนึ่ง จังกวดตัวหนึ่ง พานรตัวหนึ่ง จึ้งแย้มพระโอษฐ์ ฝ่ายพระอานนท์ก็กราบทูนถามจะใคร่แจ้งความที่พระองค์เจ้าแย้มพระโอษฐ์ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรอานนท์ที่อันนี้แต่ก่อนเป็ฯเมืองลักษณ์และราม มีนามว่าเมืองหนองโสน พระรามสิ้นพระชนม์ไปได้ 106 ปี พระตถาคตจึงได้มาตรัสเทศนาให้อานนท์ฟัง วันนั้นเป็นวันพฟหัสเดือนยี่ขึ้น 6 ค่ำปีเถาะ เวลาบ่ายสองชั้นฉาย ครั้นจบเทศนาแล้วยังมีพราหมณ์คน 1 ชื่อ กุล พราหมณ์จึงเอาลูกสมอมาถวาย ทรงนั่งฉันเสมอที่ตอตะเคียน แล้วแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์ทูลถาม จึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ไว้ให้พระอานนท์ฟังว่า สมอนี้เป็นยา นานไปข้างหน้าเมืองหนองโสนนี้จะได้ชื่อว่า ศรีอยุธยา เมื่อพระตถาคตเข้าสู่พระนฤพานไปแล้วได้ 7 ปี จะมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามว่า พระยาภัยทศราช เธอจะมาสร้างพระนครขึ้น เธอจะได้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนี้ได้ 120 ปี ครั้นสิ้นบุญพระยาอภัยทศราชแล้ว ยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามกรว่า พระยากาลราช เธอเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองได้ 100 ปี ครั้นสิ้นอายุพระยากาลราชนั้นแล้วยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงพระนามกรว่า ท้าวอู่ทอง ครั้นสิ้นบุญท้ายอู่ทองนั้นแล้วแต่บรรดาลูกหลานหว่านเครือท้ายอู่ทองนั้นก็สิ้นเชื้อกษัตริย์ ยังมีขุนเมืองคนหนึ่งชื่อพระยาโคตะบองครองสมบัติมา ครั้นสิ้นบุญพระยานั้นแล้ว พระยาแกรกได้ครองสมบัติเป็นลำดับกษัตริย์ต่อกันมาจนถึงสมเด็จพระบิดาพระนเรศวร์ กรุงศรีอยุธยาก็จะเสียแก่เจ้าหงสาลิ้นดำ ครัง้นั้นคนศีรษะใหญ่เท่าบาตร ครั้งกรุงศรีอยุธบาเสียแล้ว พระเจ้าหงสาวดีจึงให้กวาดเอาไพร่บ้านพลเมืองกับพระนเรศวร์ และสมเด็จพระพี่นางไปบ้านสัจพันธคาม และเมืองสุนาปะรันตะปะก็สูญแต่ครั้งนั้น หามีผู้ใดรักษาพระพุทธบาทไม่ พระพุทธบาทก็ลี้ลับอยู่ช้านาน กรุงศรีอยุธยานั้นก็ยังว่างเหล่าอยู่ ยังหามีกษัตริย์พระองค์ใดจะมาเสวยราชสมบัติไม่ ครั้นพระนเรศวร์กลับมาแต่หงสาวดี จึงได้มาเสวยราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา เธอมีอานุภาพดุจหนึ่งจะพลิกแผ่นดินหง่าย ครั้นสิ้นบุญพระนเรศวร์แล้ว สมเด็จบรมกษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อกันมา จนถึงสมเด็จพระอิศวรอิศเรศได้เสวยราชสมบัติก็ยังหาพบฝ่าพระพุทธบาทไม่ ครั้งนั้นพระสงฆ์เจ้าออกไปนมัสการฝ่าพระพุทธบาท ณ เมือง ลังกา พระยาเทวานังปิยดิส จึงมีพระราชโองการตรัสถามประสงฆ์เจ้าว่า ดูกร พระผู้เป็นเจ้า ฝ่าพระพุทธบาท ณ กรุงศรีอยุธยาหามีไม่ พระผู้เป็นเจ้าจึงอุตส่าห์ออกมาถึงนี่ พระสงฆ์จึงถวายพระพรแก่พระยาเทวานังปิยดิสว่า ฝ่าพระพุทธบาทมีอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา อยู่บนยอดเขาสุวรรณบรรพตข้างทิศอุดร สถิตย์เหนือกรุงศรีอยุธยา พระยาเทวานังปิยดิส จึงทรงพระราชอักษรเป็นราชสาส์นถวายกับพระสงฆ์เจ้าให้เอาข่าวสาส์นมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา พระสงฆ์เจ้ารับพระราชสาส์นแล้ว ก็ถวายพระพรลาพระยาเทวานังปิยสิสกลับเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา จึงนำเอาพระราชสาส์นตรานั้นขึ้นถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ๆ ได้ทราบในพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงลังกานั้นแล้ว จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งแก่เสนาบดีทูลละองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ให้บาดหมายป่าวร้องอาณาประชาราษฎรให้เที่ยวค้นคว้าหาพระพุทธบาทจงได้ จึงชวนกันเที่ยวค้นคว้าหาฝ่าพระพุทธบาทจงได้มานานแล้วยังหาพบไม่
ตสฺมึ กาเล ในกาลครั้งนั้นยังมีนายพรานผู้หนึ่งเที่ยวยิงเนื้อในแว่นแคว้นแดนปรันตะปะนครราชธานี นายพรานคนนี้ถือสัจมั่นคงอยู่ทุกวันฉะนี้ ว่าจะยิงตัวดำ ถ้าและตัวแดงขวางหน้าหายิงไม่ ถ้าจะยิงตัวเมียตัวผู้ขวางหน้าหายิงไม่ ถือสัจอยู่ฉะนี้ ครั้นอยู่มากาลวันหนึ่งนายพรานยิงเนื้อตาย พอพระฤาษีลงไปสรงน้ำที่ท่าวัด นายพรานจึงสั่งพระฤาษี่าช่วยบอกพระคงคาให้ไหลขึ้นมาจะล้างเนื้อ พระฤาษีจึงว่ากับนายพราน แต่กูสวดมนต์ภาวนาอยู่ทุกวันค่ำเข้ามิได้ขาดแต่หนุ่มจนแก่แล้ว กูไม่เรียกพระคงคาขัี้นมาบนเขาได้เลย ต้องลงไปอาบถึงท่าน้ำวัด มึงฆ่าสัตว์อยู่เป็นนิจ จะสั่งให้พระคงคาไหลขึ้นมาถึงบนเขา กูยังไม่เห็นด้วยเลย นายพรานจึงว่ากับพระฤาษีว่าไปบอกเถิดว่าอ้ายพรานมันสั่งมาให้ไหลขึ้นมาบนเขามันจะล้างเนื้อ พระฤาษีลงไปถึงท่าวัด จึงบอกพระคงคาว่าอ้ายพรานมันสั่งมาให้ไหลขึ้นไปบนเขามันจะล้างเนื้อ พระคงคาก็ไหลขึ้นไปที่นายพรานยิงเนื้อไว้นั้น นายพรานจึงเอาก้อนศิลานั้นกั้นน้ำเข้าไว้ให้เป็นขอบคันบ่ออยู่ นายพรานจึงล้างเนื้อในบ่อนั้น จึงเป็นสำคัญอยู่ทุกวันนี้ จึงเรียกว่าบ่อล้างเนื้อสือบๆ กันมาดังนี้ พระฤาษีเห็นว่าอ้ายพรานเรียกพระคงคาไหลขึ้นบนเขา จึงถามนายพรานว่ามีวิชาอาคมประการใด จึงเรียกพระคงคาขึ้นไปได้บนเขา นายพรานจึงว่ากับพระฤาษีว่า จะใครเห็นดีกันในกลางคืนวันนี้ ลงไปนอนด้วยกันในสระบัว ครั้นเพลาค่ำพระฤาษีกับนายพรานพากันลงไปในสระ พระฤาษีกับนายพรานขึ้นนอนบนใบบัวคนละใบ ครั้นจะใกล้รุ่งพระฤาษีเคยลุกขึ้นสวดมนต์ภาวนา ครั้นสวดมนต์แล้วพระฤาษีจึงว่า พรานรุ่งแล้วจะนอนคลุมหัวไปถึงไหน นายพรานเปิดศีรษะออกและดูพระอาทิตย์หาเห็นไม่ นายพรานจึงว่าพระฤาษีสับปลับยังไม่รุ่งก็ว่ารุ่ง พระฤาษีก็ตกลงไปจมน้ำอยู่ นายพรานก็กลับนอนไปจนพระอาทิตย์ขึ้น นายพรานจึงว่ารุ่ง อยู่มากาลวันหนึ่งนายพรานยิงเนื้อ นายพรานตามเนื้อ ๆ นั้นได้รับพระราชทานน้ำในฝ่าพระพุทธบาท อาพาธที่ถูกปืนนั้นก็หายไป แต่นายพรานยิงเนื้อลำบากไปถึงสถานที่นั้น เนื้อนั้นก็หายอาพาธไปหลายตัวแล้ว นายพรานเห็นประหลาดอยู่จึงเข้าไปดูในสถานที่นั้น จึงเห็นศิลานั้นเป็นลิ้นถอดมีน้ำขังอยู่แต่พอเนื้อนกได้รับประทาน นายพรานจึงตักเอาน้ำนั้นมารับประทาน แล้วจึงเอาลูบกายของนายพราน อาพาธเกลื้อนกลากที่หายของนายพรานก็หายไป นายพรานจึงชักศิลาลิ้นถอดที่ฝ่าพระพุทธบาทนั้นออก แล้วนายพรานจึงตักน้ำนั้นเสียให้แห้ง แล้วจึงเห็นพระลักษณะพระลายลักษณ์พระกงจักรผ่องแผ้วกระจ่างปรากฏอยู่ นายพรานสำคัญว่ารอยคนโบราณ นายพรานก็นิ่งความนั้นไว้ จะได้บอกเล่าให้ผู้ใดใครผู้หนึ่งให้รู้เห็นนั้นหามิได้ ครั้นข้าหลวงกรมการพบนายพราน จึงถามว่า ท่านเที่ยวยิงเนื้อในประเทศราวป่านี้พบเห็นสิ่งใดปรากฏบ้าง นายพรานจึงเล่าให้ข้าหลวงกรมการนั้นฟังความมีมาแต่หนหลังนั้น ข้าหลวงกรมการได้แจ้งเรื่องราวที่นายพรานนั้นแล้วก็ให้นายพรานนำขึ้นไปที่ฝ่าพระพุทธบาทนั้น เห็นปรากฏแล้วพากันกราบถวายนมัสการแล้วแต่บรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญ่ผู้น้อยก็พากันลงไปกราบทูลพระกรุณาแก่สมเด็จพระบรมกษัตริย์ ได้ทรงทราบว่าพระพุทธบาทสถิตย์อยู่หนือยอดเขาสุวรรณบรรพตคีรี จึงโปรดเกล้าฯ ขอให้ก่อเป็นฝาผนังหลังคามุงกระเบื้องอย่างวัดเจ้าพระยาเชิง ให้เป็นร่มพระพุทธบาทไว้ จึงตั้งให้นายพรานเป็นขุนสัจพันธคีรีนพคูหาพนมโขลน
จะกล่าวถึงตำบนที่พระพุทธบาท ตามพระกะแสพระพุทธฎีกา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเราได้ตรัสโปรดสัตว์ได้ 8 วัสสา มหาบุญมาอาราธนาไปจากเมืองสาวัตถี ให้ไปโปรดชาววานิชคามแดนเมืองสุนาปรันตะปะ ให้ตั้งอยู่ในประไตรสรนาคม แล้วเสด็จกลับมาประดิษฐานพระรอยไว้แทบฝั่งน้ำนำมะทา พาพระสงค์มาถึงเขาสุวรรณ พระอรหัสต์สัจพันธ์การบทูนขอพระเจดีย์ พระชินสีห์จึงพระราชทานพระรอยไว้ให้เป็นเจดียสถาน แล้วไปโปรดชาวเมืองโยนก ออกจากเมืองโยนมาซงยั้งนั่งใต้ร่มไม้ประดู่ใหย่ได้เก้าอ้อมอยู่ชายทะเลทอดพระเนตรเห็นหนองโสน เห็น 3 สัตว์ คือ นกยางตัวหนึ่ง จังกวดตัวหนึ่ง พานรตัวหนึ่ง จึ้งแย้มพระโอษฐ์ ฝ่ายพระอานนท์ก็กราบทูนถามจะใคร่แจ้งความที่พระองค์เจ้าแย้มพระโอษฐ์ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรอานนท์ที่อันนี้แต่ก่อนเป็ฯเมืองลักษณ์และราม มีนามว่าเมืองหนองโสน พระรามสิ้นพระชนม์ไปได้ 106 ปี พระตถาคตจึงได้มาตรัสเทศนาให้อานนท์ฟัง วันนั้นเป็นวันพฟหัสเดือนยี่ขึ้น 6 ค่ำปีเถาะ เวลาบ่ายสองชั้นฉาย ครั้นจบเทศนาแล้วยังมีพราหมณ์คน 1 ชื่อ กุล พราหมณ์จึงเอาลูกสมอมาถวาย ทรงนั่งฉันเสมอที่ตอตะเคียน แล้วแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์ทูลถาม จึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ไว้ให้พระอานนท์ฟังว่า สมอนี้เป็นยา นานไปข้างหน้าเมืองหนองโสนนี้จะได้ชื่อว่า ศรีอยุธยา เมื่อพระตถาคตเข้าสู่พระนฤพานไปแล้วได้ 7 ปี จะมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามว่า พระยาภัยทศราช เธอจะมาสร้างพระนครขึ้น เธอจะได้เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนี้ได้ 120 ปี ครั้นสิ้นบุญพระยาอภัยทศราชแล้ว ยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงนามกรว่า พระยากาลราช เธอเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองได้ 100 ปี ครั้นสิ้นอายุพระยากาลราชนั้นแล้วยังมีพระยาองค์หนึ่งทรงพระนามกรว่า ท้าวอู่ทอง ครั้นสิ้นบุญท้ายอู่ทองนั้นแล้วแต่บรรดาลูกหลานหว่านเครือท้ายอู่ทองนั้นก็สิ้นเชื้อกษัตริย์ ยังมีขุนเมืองคนหนึ่งชื่อพระยาโคตะบองครองสมบัติมา ครั้นสิ้นบุญพระยานั้นแล้ว พระยาแกรกได้ครองสมบัติเป็นลำดับกษัตริย์ต่อกันมาจนถึงสมเด็จพระบิดาพระนเรศวร์ กรุงศรีอยุธยาก็จะเสียแก่เจ้าหงสาลิ้นดำ ครัง้นั้นคนศีรษะใหญ่เท่าบาตร ครั้งกรุงศรีอยุธบาเสียแล้ว พระเจ้าหงสาวดีจึงให้กวาดเอาไพร่บ้านพลเมืองกับพระนเรศวร์ และสมเด็จพระพี่นางไปบ้านสัจพันธคาม และเมืองสุนาปะรันตะปะก็สูญแต่ครั้งนั้น หามีผู้ใดรักษาพระพุทธบาทไม่ พระพุทธบาทก็ลี้ลับอยู่ช้านาน กรุงศรีอยุธยานั้นก็ยังว่างเหล่าอยู่ ยังหามีกษัตริย์พระองค์ใดจะมาเสวยราชสมบัติไม่ ครั้นพระนเรศวร์กลับมาแต่หงสาวดี จึงได้มาเสวยราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา เธอมีอานุภาพดุจหนึ่งจะพลิกแผ่นดินหง่าย ครั้นสิ้นบุญพระนเรศวร์แล้ว สมเด็จบรมกษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อกันมา จนถึงสมเด็จพระอิศวรอิศเรศได้เสวยราชสมบัติก็ยังหาพบฝ่าพระพุทธบาทไม่ ครั้งนั้นพระสงฆ์เจ้าออกไปนมัสการฝ่าพระพุทธบาท ณ เมือง ลังกา พระยาเทวานังปิยดิส จึงมีพระราชโองการตรัสถามประสงฆ์เจ้าว่า ดูกร พระผู้เป็นเจ้า ฝ่าพระพุทธบาท ณ กรุงศรีอยุธยาหามีไม่ พระผู้เป็นเจ้าจึงอุตส่าห์ออกมาถึงนี่ พระสงฆ์จึงถวายพระพรแก่พระยาเทวานังปิยดิสว่า ฝ่าพระพุทธบาทมีอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา อยู่บนยอดเขาสุวรรณบรรพตข้างทิศอุดร สถิตย์เหนือกรุงศรีอยุธยา พระยาเทวานังปิยดิส จึงทรงพระราชอักษรเป็นราชสาส์นถวายกับพระสงฆ์เจ้าให้เอาข่าวสาส์นมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา พระสงฆ์เจ้ารับพระราชสาส์นแล้ว ก็ถวายพระพรลาพระยาเทวานังปิยสิสกลับเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา จึงนำเอาพระราชสาส์นตรานั้นขึ้นถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ๆ ได้ทราบในพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงลังกานั้นแล้ว จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งแก่เสนาบดีทูลละองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ให้บาดหมายป่าวร้องอาณาประชาราษฎรให้เที่ยวค้นคว้าหาพระพุทธบาทจงได้ จึงชวนกันเที่ยวค้นคว้าหาฝ่าพระพุทธบาทจงได้มานานแล้วยังหาพบไม่
ตสฺมึ กาเล ในกาลครั้งนั้นยังมีนายพรานผู้หนึ่งเที่ยวยิงเนื้อในแว่นแคว้นแดนปรันตะปะนครราชธานี นายพรานคนนี้ถือสัจมั่นคงอยู่ทุกวันฉะนี้ ว่าจะยิงตัวดำ ถ้าและตัวแดงขวางหน้าหายิงไม่ ถ้าจะยิงตัวเมียตัวผู้ขวางหน้าหายิงไม่ ถือสัจอยู่ฉะนี้ ครั้นอยู่มากาลวันหนึ่งนายพรานยิงเนื้อตาย พอพระฤาษีลงไปสรงน้ำที่ท่าวัด นายพรานจึงสั่งพระฤาษี่าช่วยบอกพระคงคาให้ไหลขึ้นมาจะล้างเนื้อ พระฤาษีจึงว่ากับนายพราน แต่กูสวดมนต์ภาวนาอยู่ทุกวันค่ำเข้ามิได้ขาดแต่หนุ่มจนแก่แล้ว กูไม่เรียกพระคงคาขัี้นมาบนเขาได้เลย ต้องลงไปอาบถึงท่าน้ำวัด มึงฆ่าสัตว์อยู่เป็นนิจ จะสั่งให้พระคงคาไหลขึ้นมาถึงบนเขา กูยังไม่เห็นด้วยเลย นายพรานจึงว่ากับพระฤาษีว่าไปบอกเถิดว่าอ้ายพรานมันสั่งมาให้ไหลขึ้นมาบนเขามันจะล้างเนื้อ พระฤาษีลงไปถึงท่าวัด จึงบอกพระคงคาว่าอ้ายพรานมันสั่งมาให้ไหลขึ้นไปบนเขามันจะล้างเนื้อ พระคงคาก็ไหลขึ้นไปที่นายพรานยิงเนื้อไว้นั้น นายพรานจึงเอาก้อนศิลานั้นกั้นน้ำเข้าไว้ให้เป็นขอบคันบ่ออยู่ นายพรานจึงล้างเนื้อในบ่อนั้น จึงเป็นสำคัญอยู่ทุกวันนี้ จึงเรียกว่าบ่อล้างเนื้อสือบๆ กันมาดังนี้ พระฤาษีเห็นว่าอ้ายพรานเรียกพระคงคาไหลขึ้นบนเขา จึงถามนายพรานว่ามีวิชาอาคมประการใด จึงเรียกพระคงคาขึ้นไปได้บนเขา นายพรานจึงว่ากับพระฤาษีว่า จะใครเห็นดีกันในกลางคืนวันนี้ ลงไปนอนด้วยกันในสระบัว ครั้นเพลาค่ำพระฤาษีกับนายพรานพากันลงไปในสระ พระฤาษีกับนายพรานขึ้นนอนบนใบบัวคนละใบ ครั้นจะใกล้รุ่งพระฤาษีเคยลุกขึ้นสวดมนต์ภาวนา ครั้นสวดมนต์แล้วพระฤาษีจึงว่า พรานรุ่งแล้วจะนอนคลุมหัวไปถึงไหน นายพรานเปิดศีรษะออกและดูพระอาทิตย์หาเห็นไม่ นายพรานจึงว่าพระฤาษีสับปลับยังไม่รุ่งก็ว่ารุ่ง พระฤาษีก็ตกลงไปจมน้ำอยู่ นายพรานก็กลับนอนไปจนพระอาทิตย์ขึ้น นายพรานจึงว่ารุ่ง อยู่มากาลวันหนึ่งนายพรานยิงเนื้อ นายพรานตามเนื้อ ๆ นั้นได้รับพระราชทานน้ำในฝ่าพระพุทธบาท อาพาธที่ถูกปืนนั้นก็หายไป แต่นายพรานยิงเนื้อลำบากไปถึงสถานที่นั้น เนื้อนั้นก็หายอาพาธไปหลายตัวแล้ว นายพรานเห็นประหลาดอยู่จึงเข้าไปดูในสถานที่นั้น จึงเห็นศิลานั้นเป็นลิ้นถอดมีน้ำขังอยู่แต่พอเนื้อนกได้รับประทาน นายพรานจึงตักเอาน้ำนั้นมารับประทาน แล้วจึงเอาลูบกายของนายพราน อาพาธเกลื้อนกลากที่หายของนายพรานก็หายไป นายพรานจึงชักศิลาลิ้นถอดที่ฝ่าพระพุทธบาทนั้นออก แล้วนายพรานจึงตักน้ำนั้นเสียให้แห้ง แล้วจึงเห็นพระลักษณะพระลายลักษณ์พระกงจักรผ่องแผ้วกระจ่างปรากฏอยู่ นายพรานสำคัญว่ารอยคนโบราณ นายพรานก็นิ่งความนั้นไว้ จะได้บอกเล่าให้ผู้ใดใครผู้หนึ่งให้รู้เห็นนั้นหามิได้ ครั้นข้าหลวงกรมการพบนายพราน จึงถามว่า ท่านเที่ยวยิงเนื้อในประเทศราวป่านี้พบเห็นสิ่งใดปรากฏบ้าง นายพรานจึงเล่าให้ข้าหลวงกรมการนั้นฟังความมีมาแต่หนหลังนั้น ข้าหลวงกรมการได้แจ้งเรื่องราวที่นายพรานนั้นแล้วก็ให้นายพรานนำขึ้นไปที่ฝ่าพระพุทธบาทนั้น เห็นปรากฏแล้วพากันกราบถวายนมัสการแล้วแต่บรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญ่ผู้น้อยก็พากันลงไปกราบทูลพระกรุณาแก่สมเด็จพระบรมกษัตริย์ ได้ทรงทราบว่าพระพุทธบาทสถิตย์อยู่หนือยอดเขาสุวรรณบรรพตคีรี จึงโปรดเกล้าฯ ขอให้ก่อเป็นฝาผนังหลังคามุงกระเบื้องอย่างวัดเจ้าพระยาเชิง ให้เป็นร่มพระพุทธบาทไว้ จึงตั้งให้นายพรานเป็นขุนสัจพันธคีรีนพคูหาพนมโขลน
วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
สรุปไทยศึกษา กดลิงค์นะคะ
สรุปวิชาไทยศึกษา ลิงค์นี้เป็น power point นะคะ ที่เป็นเอกสาร ยังหาไม่ได้ค่ะ เครดิต อยู่ใน ไฟล์แล้วนะคะ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



